วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

จำหน่ายกิ่งตอนแป้นพิจิตร 1 ซื้อ 5 กิ่งแถมฟรี 1 กิ่งๆละ 50 บาท

จำหน่ายกิ่งตอนแป้นพิจิตร 1 ซื้อ 5 กิ่งแถมฟรี 1 กิ่งๆละ 50 บาท สั่งเลยช่วงโปรโมชั่นกิ่งตอน ซื้อ 5 แถม 1 กิ่งละ 50 บาท e-mail: nontolo@outlook.com บทความดีๆ สำหรับท่านที่ต้องการปลูกมะนาวครับ รองศาสตราจารย์ ดร. รวี เสรฐภักดี กูรูด้านมะนาวและมะกรูด โดยเฉพาะศาสตร์แห่งการผลิตมะนาวนอกฤดู จากศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้กล่าวถึงมะนาวและมะกรูดตัดใบว่า ในช่วงระยะเวลานับสิบปีที่ผ่านมา การตลาดมะนาวของไทยยังมีรูปลักษณ์ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พบว่ามะนาวมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ทำให้ราคาที่จำหน่ายได้ตกต่ำลงอย่างมากจนเกือบไม่มีราคาและเริ่มขยับสูงขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปและมีราคาสูงที่สุดในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายนอันเรียกกันทั่วไปว่า “มะนาวหน้าแล้ง” ส่งผลให้ราคามะนาวที่เกษตรกรจำหน่ายได้มีราคาสูงมากขึ้นหลายสิบเท่าตัว วงจรดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำซากติดต่อกันมาทุกปีจากอดีตถึงปัจจุบันโดยยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ส่วน “มะกรูด” ซึ่งเป็นพืชที่มีการบริโภคทั้งใบและผลนั้น แต่ละปีความต้องการจากตลาดคิดเป็นปริมาณอย่างมหาศาลทั้งภายในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะ “ใบมะกรูด” มีบริษัทส่งออกที่ต้องการซื้อเป็นจำนวนมากและให้ราคาอย่างน่าสนใจ แต่ทว่าปัญหาคือไม่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลผลิตได้แน่นอน จากการผลิตส่วนใหญ่ไม่มีระบบการจัดการดูแลอย่างถูกหลักวิธี พบว่าในบางช่วง อย่างเช่น หน้าแล้ง มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้น้อยและคุณภาพก็ไม่ค่อยเป็นไปตามที่ตลาดต้องการมากนัก อาทิ ใบเล็ก ใบลาย (ไม่สวย) ใบเป็นโรค และอื่นๆ ซึ่งเมื่อเกิดการขาดแคลนจึงทำให้ราคาสูงขึ้น (แพง) เช่นเดียวกันกับมะนาว การนำหลัก “การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่” ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ การเตรียมดิน โดยเน้นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินก่อนทำการเพาะปลูกพืช ด้วยการใส่ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยพืชสด (การปลูกพืชตระกูลถั่ว) พร้อมไถกลบเพื่อช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ-ปุ๋ยในดินต่อไป มีการระบายน้ำที่ดี เช่น การยกร่องปลูกหรือขึ้นลูกฟูกเพื่อช่วยระบายน้ำได้ดีภายในแปลง, การปลูก โดยเฉพาะ “การปลูกระยะชิด” มีการนำความรู้เรื่อง “การตัดแต่งกิ่ง” เข้ามาใช้ในการจัดการควบคุมทรงพุ่ม, จัดโครงสร้างของต้นเพื่อการสร้างผลผลิตตามที่ต้องการ ควบคู่ไปกับ การจัดการดูแล โดยมีระบบการให้น้ำที่สม่ำเสมอและเพียงพอแก่ความต้องการของพืช การจัดการธาตุอาหารหรือปุ๋ยที่ให้อย่างเหมาะสมกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโตพืช เป็นต้น จะทำให้ช่วยจัดการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ “ต้นทุนการผลิต” ก็ไม่สูงมากนัก จึงถือเป็นอีกทางเลือกในการทำเกษตรโดยใช้พื้นที่น้อย แต่สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้อย่างคุ้มค่า การสร้างสวนมะนาวและมะกรูดที่ปลูกด้วย “ระยะชิด” รศ.ดร. รวี ได้อธิบายให้ฟังว่า การปลูกมะนาวระยะชิดคือ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมทรงพุ่มของเจ้าของสวนเป็นหลัก หากเป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ที่แนะนำให้ใช้คือ 2x4 เมตร หรือประมาณ 200 ต้น/ไร่ แต่ถ้าปลูกลงในแปลงหรือการปลูกลงดินทั่วไปแนะนำให้ใช้ 3x5 เมตร หรือประมาณ 105-110 ต้น/ไร่ ทั้งนี้ต้องมีการจัดการทรงพุ่มที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นด้วย จะทำให้ปัญหาเรื่อง “การค้ำกิ่ง” น้อยและปัญหาลูกห้อยติดพื้นก็จะไม่มี โดยใน 1 ต้น จะควบคุมให้มีกิ่งหลักหรือแขนงหลักไม่เกิน 3-4 กิ่ง/ต้น สำหรับไว้คอยรับน้ำหนักของผลผลิตจะออกมา ในขณะที่การควบคุมทรงพุ่มคือถ้าปลูก 3x5 หมายความว่า ระหว่างแถว 5 เมตร ระหว่างต้น 3 เมตร เพราะฉะนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่มที่อนุญาตให้แตกออกได้ก็คือไม่เกิน 3 เมตร อย่างไรก็ตาม การตัดแต่งกิ่งจะเริ่มทำหลังจากปลูกได้ 1 เดือนไปแล้ว ทั้งการตัดเพื่อควบคุมความสูง (กิ่งกระโดง) และการตัดเพื่อให้แตกพุ่มเร็วสามารถสร้าง “ผลผลิต” ที่ต้องการได้เร็วขึ้น และหากควบคู่ไปกับการให้น้ำ-ให้ปุ๋ย (ใช้สูตรโยกหน้า) อย่างต่อเนื่อง อายุต้นเพียง 6 เดือน สร้างพุ่ม 1 เมตร ได้สบายๆ พร้อมเริ่มทำการบังคับผลผลิตนอกฤดูได้เลย ส่วนการปลูกมะกรูดตัดใบโดยใช้ระยะชิด เบื้องต้นต้องทำการเตรียมดินให้ดี ใส่ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ หรือเพิ่มอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว (ปุ๋ยพืชสด) เช่น ปอเทือง ปลูกจนถึงออกดอกแล้วไถกลบไปก่อนสัก 2-3 รอบ จากนั้นจึงยกร่อง (ขึ้นลูกฟูก) เพื่อการระบายน้ำที่ดีก่อนปลูก ใช้ระยะปลูก 50x50 ซม. แบบสลับฟันปลา หรือประมาณ 5,000 ต้น/ไร่ มีการค้ำต้นด้วยไม้หลักที่ปักทำมุม 60 องศากับพื้น เพื่อช่วยป้องกันรากคลอน/ขาดที่จะทำให้ต้นหยุดชะงักการเจริญเติบโตหรือตายได้ โดยใน 1 ต้น จะควบคุมให้มีกิ่งหลักหรือแขนงหลักเพียง 2-3 กิ่ง/ต้น ซึ่งแต่ละกิ่งก็จะแตกใหม่ได้อีก 2-3 กิ่ง หรือรวมแล้วทั้งหมดจะไว้เพียง 6 กิ่ง/ต้นเท่านั้น ทำให้ได้ผลผลิต (ใบมะกรูด) ที่มีคุณภาพดี ใบใหญ่ สวย ได้น้ำหนักดีกว่า การบำรุงดูแล : ทั้งสวนมะนาวก่อนให้ผลผลิตและมะกรูดตัดใบ ต้อง “ให้น้ำ” อย่างเพียงพอและมีความต่อเนื่อง ภายในแปลงผลิตหรือในวงบ่อฯที่ปลูกมะนาวต้องมีการระบายน้ำที่ดีด้วย เพื่อป้องกันรากเน่าและให้ผลตอบสนองต่อการบังคับนอกฤดูที่ดีด้วย ส่วน “การให้ปุ๋ย” จะเน้นสูตรตัวหน้า (N) สูง ซึ่งสัดส่วนที่ให้ก็คือ 3 : 1 : 2 หรือ 4 : 1 : 3 หรือ 5 : 1 : 4 โดยจะเรียกกันว่า “สูตรโยกหน้า” เช่น ปุ๋ยสำเร็จรูปสูตร 21-7-14 ก็ใช้ได้ ปุ๋ยสูตรโยกหน้าจะช่วยเพิ่มความแกร่งให้กับเนื้อไม้ ป้องกันการฉีก หัก ของกิ่ง-ต้นได้ การให้ปุ๋ยไม่ควรทิ้งระยะเกิน 1 เดือน/ครั้ง หากกรณีของสภาพดินที่เป็นดินทรายไม่ควรเกิน 15 วัน/ครั้ง หรืออาจใช้หลักการให้ปุ๋ยแบบ “ให้ทีละน้อย แต่ให้บ่อยๆ” ก็ได้ ขณะที่ “การจัดการศัตรูพืช” แนะนำให้ใช้ ระบบ 1-4-7 โดยเริ่มไปตั้งแต่ช่วงที่พืชมีการผลิ “ใบอ่อน” หรือ “ดอกอ่อน” หรือ “ผลอ่อน” ออกมาได้ขนาดประมาณ 2-3 มม. จังหวะนี้เองที่ ศัตรูพืชอาทิ “เพลี้ยไฟ” จะเริ่มเข้าทำลายรวมทั้ง “หนอนชอนใบ” ก็จะเข้ามาวางไข่ด้วย ให้นับเป็นวันที่ 1 ในการฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันกำจัด เช่น อะบาเมกติน แล้วก็เว้นวันที่ 2 วันที่ 3 ไปวันที่ 4 ฉีดซ้ำอีกโดยใช้ยาตัวเดิม จากนั้นก็เว้นวันที่ 5 วันที่ 6 ไปวันที่ 7 ฉีดอีกโดยใช้ เมทามิโดฟอส, อะฟีโนฟอส, คลอไพรีฟอสตัวใดตัวหนึ่ง หรือใช้เมทาฯบวกกับไซเปอร์เมทริน เป็นการป้องกันหนอนชอนใบ เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล ซึ่งโรคแคงเกอร์จะเข้าทางบดแผลเท่านั้น ก็จะตัดวงจรของแมลงศัตรูพืชได้พอดี แต่หลังจากนี้ไปแล้วหากพบการระบาดอีกก็ฉีดพ่นยาเพื่อการกำจัดเป็นกรณีๆ ไป หรืออีกวิธีหนึ่งอย่างกรณีของมะกรูดตัดใบที่สามารถทำเป็น “เกษตรอินทรีย์” ได้ อาจนำสารชีวภัณฑ์จำพวก เชื้อบิวเวอเรีย และเชื้อบีที เข้ามาช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ ไรแดง และสาเหตุของโรคก็พบว่าได้ผลดีเช่นกัน ข้อดีของมะนาวระยะชิดกับการบังคับนอกฤดู รศ.ดร. รวี กล่าวว่า หลังจากมีการดูแลต้นมะนาวดังที่กล่าวมาแล้ว อายุต้น 6 เดือน และมีขนาดทรงพุ่มตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ก็สามารถที่จะเริ่มขั้นตอนการบังคับนอกฤดูเพื่อให้มีผลผลิตได้แล้ว ก็คือประมาณเดือนกรกฎา-สิงหาเริ่มทำการตัดปลายยอด จากนั้นเพื่อกระตุ้นให้สร้าง “ใบอ่อน” ขึ้นมาจะให้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูงหรือ “สูตรโยกหน้า” เรื่อยไปจนถึงคลี่ใบสุด (ประมาณ 20 กว่าวัน -30 วัน) โดยในระหว่างนี้เพื่อป้องกันการแตกใบอ่อนชุดที่ 2 ขึ้นมาซ้ำซ้อน เพราะมะนาวที่จะบังคับให้ออกดอก-ติดผลได้ต้องมีอายุใบหรือยอดเกิน 90 วันเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าจะต้องพยายามรักษาใบอ่อนชุดแรกให้มีอายุถึง 90 วันให้ได้ ดังนั้นจึงมีการนำสาร “พาโคลบิวทราโซล” เข้ามาช่วยลดการเจริญเติบโตทางด้านกิ่ง, ใบ และยังเปิดโอกาสให้มีการออก “ดอก” เพิ่มมากขึ้น อัตราที่ใช้ 400 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นให้ชุ่มทั่วทั้งต้นหลังจากตัดยอดได้ 15 วัน นับเป็นการใช้สารครั้งที่ 1 แล้วใบอ่อนชุดแรกมีอายุเลย 30 วันไปแล้วจึงเปลี่ยนสูตรปุ๋ยที่ให้เป็นตัวท้าย (K) สูง หรือ “สูตรโยกหลัง” ซึ่งสัดส่วนที่ให้ก็คือ 1 :1 : 3 หรือ 2 :1 : 3 หรือ 3 : 1 : 4 เช่น สูตร 15-5-20 เพื่อช่วยบำรุงให้ออกดอก ในระหว่างนี้พอครบ 60 วันหลังจากที่ตัดยอดก็จะทำการพ่นสารซ้ำอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 อาจร่วมกับการงดน้ำด้วย ในกรณีโครงสร้างดินมีลักษณะเป็นทรายจะทำให้การบังคับด้วยการอดน้ำได้ผลดียิ่งขึ้น และจากการที่ปลูกระยะชิดซึ่งมีการควบคุมทรงพุ่มทำให้พุ่มต้นไม่ใหญ่มากตอบสนองต่อการชักนำให้ออกดอกได้ดีกว่าพุ่มต้นที่มีขนาดใหญ่ จากนั้นพอเลย 90 วันไปแล้ว (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด) มะนาวจะเริ่มติดดอก-ออกผลต่อไป ต้องมีการดูแลให้น้ำ-ให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอและคอยควบคุมศัตรูพืชอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังดอกโรยหรืออายุผลมะนาวในช่วง 2 เดือนแรก จะมีความอ่อนแอต่อ “เพลี้ยไฟ” และ “แคงเกอร์” แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา นอกจากนี้ช่วงมะนาวขยายลูกต้องดูแลเรื่องการให้น้ำอย่างเพียงพอ และสูตรปุ๋ยที่ให้ในช่วงนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นสูตร “โยกหน้า” ไปจนกระทั่งถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งหากเริ่มทำการบังคับตามรอบที่กล่าวมาจะทำให้มีมะนาวออกมาทันขายในช่วงกุมภา-มีนา-เมษา ได้พอด มะกรูดระยะชิดสามารถตัดใบขายทุก 45 วัน/ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ย 1.5-2.5 ตัน/ไร่ รศ.ดร.รวี บอกว่า ไม่เพียงการตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจที่มะนาวระยะชิดสามารถสร้างรายได้ไม่แพ้สวนมะนาวทั่วไปที่มีขนาดของทรงพุ่มใหญ่กว่า ซึ่งชาวสวนส่วนใหญ่เชื่อว่าต้นใหญ่กว่าให้ผลผลิตได้มากกว่า โดยสู้ด้วยจำนวนของต้นต่อไร่ที่มากกว่า (แบบหมาหมู่) ระหว่าง 105-110 ต้น/ไร่ กับสวนมะนาวทั่วไปที่ปลูกในระยะ 6x6 เมตร หรือประมาณ 30 ต้น/ไร่ และหากราคามะนาวหน้าแล้งที่ได้เฉลี่ยลูก 5-7 บาท ยังไงรายได้ต่อรอบก็หลัก แสน! หรือถ้าทำถึง 200 ต้น/ไร่ ก็อาจมีลุ้น เงินล้าน! ได้ไม่ยากนัก ในขณะที่มะกรูดระยะชิดที่เริ่มให้ผลผลิต (การตัดใบขาย) ได้ตั้งแต่ 6 เดือนเป็นต้นไปเช่นกัน โดยมีรอบการเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 45 วัน/ครั้ง ใบมะกรูดที่ได้จะมีคุณภาพคือสีเริ่มเขียว-เข้มกำลังดี ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป ใบใหญ่ (ที่เกิดจากกิ่งกระโดง) สวยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องใบลาย อันเกิดจากการรบกวนของโรค-แมลงมากเหมือนสวนมะกรูดทั่วไป จากลักษณะของการตัดคือ จะตัดยาวโดยนับจากยอดลงมาจนถึงโคนกิ่งที่ยังดูเป็นตอเขียว (จะไม่ตัดให้ถึงโคนกิ่งที่เป็นตอสีน้ำตาล) ซึ่งจะทำให้ยอดใหม่แตกขึ้นมาได้เร็วชนกับรอบตัด 45 วันได้พอดี ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นต่อรอบประมาณ 3-5 ขีด หรือไม่ต่ำกว่า 1.5 ตัน/ไร่ จนไปถึง 2.5 ตัน/ไร่ก็มี ส่วนในเรื่อง “ราคา” ใบมะกรูดที่มีการซื้อขายอยู่ ณ ปัจจุบันเฉลี่ยตั้งแต่ 10 บาท/กก., 20-25 บาท/กก. จนไปถึง 50-60 บาท/กก. ก็มี อย่างเช่น ช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา (ปี 2556) ปรากฏว่ามีผู้ส่งออกรับซื้อใบมะกรูดให้ราคาสูงถึงกิโลละ 50-60 บาท! ซึ่งก็มีสวนที่เริ่มปลูกแบบระยะชิดอยู่ที่ จ.นครปฐม รายหนึ่งได้ตัดใบส่งขายให้ไป 100 กว่าโล ทราบว่าได้ราคาอยู่ที่ 50-55 บาท/กก. ก็นับเป็นรายได้ที่น่าสนใจทีเดียว หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การจำหน่ายกิ่งพันธุ์ จะเป็นกิ่งตอน (ง่ายกว่า) หรือกิ่งปักชำก็ได้ ทราบว่าราคาตั้งแต่ 25-45 บาท/กิ่งเลยทีเดียว เนื่องจากมีคนเริ่มหันมาสนใจการปลูกมะกรูดตัดใบโดยเฉพาะในระยะชิดกันมากขึ้น หากมีเหลือจากการขยายพันธุ์เพื่อปลูกเองแล้ว เพราะการปลูกมะกรูดระยะชิดจะค่อนข้างลงทุนสูงในช่วงแรก ตกประมาณแสนกว่าบาทต่อไร่ แต่ก็สามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี การขายกิ่งพันธุ์ก็ถือเป็นรายได้ที่น่าสนใจในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. รวี ยังได้กล่าวถึงสาเหตุของการทำมะนาวนอกฤดูแล้วไม่ประสบผลสำเร็จด้วยว่า เป็นเพราะส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นมะนาวอย่างดีพอ อาทิ มะนาวจะไม่มีการออกดอกในกิ่งที่มีการติดผลอยู่ ดังนั้นการที่จะให้ต้นมะนาวออกดอกได้ดีตามต้องการจึงจำเป็นต้องกำจัดดอกและผลอ่อนที่ไม่ต้องการในฤดูกาลนั้นออกทิ้งไปเสียก่อน หรือ หลังจากมีการตัดแต่งกิ่งแล้ว ยอดหรือกิ่งมะนาวที่จะสร้างตาดอกได้ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 90 วันขึ้นไป เป็นต้น โดยนอกจากนี้แล้วการจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นต้องผสานร่วมกัน เช่น การจัดการน้ำ (การงดน้ำ), การใช้สารกลุ่มชะลอการเจริญเติบโตพืช (สารพาโคลบิวทราโซล), การปฏิบัติการจัดการทรงพุ่ม (พุ่มต้นที่เล็กกว่าสามารถชักนำการออกดอกเพื่อการผลิตนอกฤดูได้ดีกว่า), โครงสร้างดินที่มีลักษณะเป็นดินทรายมีการระบายน้ำที่ดีจะมีผลทำให้การชักนำการออกดอกได้ดีกว่า และการจัดการเรื่องปุ๋ยที่มีสัดส่วนของ N-P-K เหมาะสมกับการเจริญเติบโตพืชในแต่ละช่วง โอกาสของความสัมฤทธิ์ผลในการบังคับนอกฤดูย่อมสูงตามไปด้วย สำหรับมะกรูดตัดใบที่ปลูกในระยะชิดอยากแนะนำให้มีการรวมกลุ่มกันผลิตจะดีกว่า เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองเรื่อง “ราคา” ได้ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการผลิตเพื่อให้มีส่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ซื้อเองก็จะได้ผลผลิตที่มี “คุณภาพ” เป็นไปตามสเป็กที่ต้องการรวมทั้งความแน่นอนเรื่อง “ปริมาณ” จากการที่สามารถกำหนดได้ตั้งแต่ที่แปลงผลิตแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โทร. 034-281084-5 ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nakaintermedia.com/

1 ความคิดเห็น:

  1. รองศาสตราจารย์ ดร. รวี เสรฐภักดี กูรูด้านมะนาวและมะกรูด

    ตอบลบ