วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
การจัดทรงพุ่มของไม้ผล
การจัดทรงพุ่มของไม้ผล
(Tree Fruit Canopy Management)
ผศ.ดร.รวี เสรฐภักดี 1/
การปลูกไม้ผลของประเทศไทยในอดีตนั้น เริ่มต้นจากการปลูกในแบบสวนหลังบ้าน จากนั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนมาเป็นรูปของร่องสวน ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพของการตั้งชุมชนจะมีความหนาแน่นตามที่ราบลุ่มแม่น้ำและลำห้วยต่าง ๆ เพราะน้ำซึ่งจัดเป็นปัจจัยสำ คัญของการดำรงชีพประจำวัน นอกจากนี้แล้ว การเกษตรจึงยังมุ่งเน้นการทำนาเพื่อธัญญาหารหลัก เมื่อชุมชนหนาแน่นมากขึ้นและมีการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การขยายพื้นที่ปลูกไม้ผลจึงได้มีการขยายในวงที่กว้างออกไปจากสภาพพื้นที่ลุ่มไปยังพื้นที่ดอนที่ซึ่งหาแหล่งน้ำให้กับต้นไม้ได้ยากกว่าในที่ลุ่ม ในสภาพพื้นที่ดอนที่มีการพัฒนาเป็นรูปแบบของสวนอย่างจริงจังคาดว่าไม่น่าจะมีอายุมากกว่า 60-70 ปี การปลูกปฏิบัติดูแลรักษาจึงยังคงมีการพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ต้องการฝนชุก โดยการรอให้ถึงฤดูมรสุมก่อน หรือการใช้ปุ๋ยคอกหรือการใช้ขี้เลนจากท้องร่องสวนมาบำรุงให้กับต้นไม้ดังนี้ เป็นต้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีรวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ เพื่อการผลิตยังไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นมา จึงทำให้สภาพของการปฏิบัติยังคงอ้างอิงกับธรรมชาติของต้นไม้ผลเป็นหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านขนาดทรงพุ่มและผลผลิตของต้นไม้ผล โดยพยายามมองที่ขนาดพุ่มต้นเมื่อมีการเจริญเติบโตเต็มที่เป็นหลักหรือเป็นแนวทางของการปฏิบัติ ทั้งนี้ สภาพของสวนที่ใช้ปลูกยังมิได้ดำเนินการในแบบพืชชนิดเดียว (monoculture) แต่อยู่ในแบบของสวนผสมของพืชหลายชนิด (mixed cropping) เกษตรกรส่วนใหญ่จึงใช้ขนาดพุ่มต้นไม้ผลที่เจริญเต็มที่และให้ผลิตผลต่อต้นมากเป็นหลักฐานของการอ้างอิงทั้งในส่วนของชาวสวนและนักวิชาการมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากลักษณะของระยะปลูกที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกือบทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการคำนวณและเนื่องจากไม่มีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ในสวนมากนัก อาจเป็นเพราะยังคงพึ่งพาจากแรงงานคนที่มีอยู่มากมายและราคาถูกเป็นหลัก นอกจากนั้นเทคโนโลยีในด้านของการควบคุมขนาดพุ่มต้น (canopy size control) ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจกัน รวมทั้งในเรื่องของการจัดทรง (training) และการตัดแต่งกิ่ง (pruning) เพื่อให้ได้โครงสร้างของพุ่มต้น (framework) ซึ่งมีผู้เข้าใจในสิ่งเหล่านี้น้อยมาก กรรมวิธีที่ปฏิบัติกันมักเป็นการคาดเดาหรือนำตำราคำแนะนำจากต่างประเทศมาใช้โดยหาได้เข้าใจถึงธรรมชาติของไม้ผลเขตหนาวและไม้ผลเขตร้อนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ พัฒนาการเกษตรของประเทศไทยได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วซึ่งมักรวมถึงไม้ผลชนิดต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ ในอดีตภาครัฐมิได้เคยให้ความสำคัญในส่วนนี้แต่อย่างใดจนกระทั่งเข้ามาถึงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (2530-34) จึงได้เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น จากการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลใหกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกไม้ผลที่ยังคงใช้วิธีการผลิตในรูปแบบเดิมมาโดยตลอด โดยที่ภาวะการแก่งแย่งแรงงานระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวเสมอมาว่าภาคเกษตรจะต้องเป็นผู้แพ้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ เกษตรกรหรือชาวสวนผู้ผลิต ไม้ผลคงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการปรับตัวเองให้ลดการพึ่งพาแรงงานคนให้น้อยลงและทดแทน แรงงานเหล่านี้ด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่าง ๆ ซึ่งกระทำได้หลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การควบคุมความสูงพุ่มต้นให้เตี้ยลง การควบคุมขนาดพุ่มต้นให้เล็กลงอันส่งผลให้สามารถเพิ่มจำนวนต้นปลูกให้ถี่มากขึ้นได้ รวมทั้งการใช้เครื่องพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เปลี่ยนจากการใช้ระบบเครื่องยนต์แรงอัดสูงมาเป็นระบบแอร์บลาสท์ (air blast) เป็นต้น การที่จะปรับเปลี่ยนนี้ชาวสวนส่วนใหญ่แม้ว่าจะประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็อาจไม่สามารถปรับตัวได้ทันทั้งในด้านของสภาพสวนที่เป็นแบบเก่า (แต่ยังคงความ รู้สึกที่ฝังหัวแบบรุ่นเก่าอยู่) อีกเป็นจำนวนมากก็ยังไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทันเช่นกัน สำหรับการนำเสนอเอกสารนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อนำข้อมูลที่ได้มีการศึกษาไว้รวมทั้งหลักสำคัญต่างๆ ที่จะต้องคำนึงถึงมาเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาถึงการจัดทรงพุ่มของไม้ผลอันเป็นการช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดีมากยิ่งขึ้น
สำหรับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อด้านการจัดทรงพุ่มต้นไม้ผลซึ่งควรพิจารณาร่วมกันด้วยนั้น ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ทั้งนิสัยของต้นไม้เอง รวมทั้งวิธีการของการปฏิบัติที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ผล ซึ่งเป็นสิ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงการออกดอกและติดผลของไม้ผลชนิดนั้นๆ ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1. นิสัยการออกดอกของต้นไม้ผล ไม้ผลที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดจัดเป็นไม้ผลเขตร้อน (tropical fruit crops) และไม้ผลเขตกึ่งร้อน (subtropical fruit crops) อย่างไรก็ตาม ไม้ผลเหล่านี้สามารถจัดกลุ่มตามธรรมชาติของนิสัยการออกดอก (flowering habit) ได้เป็น 3 ลักษณะด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่นักไม้ผลทุกคนจะต้องทำความเข้าใจต่อนิสัยการออกดอกของไม้ผลชนิดนั้นเสียก่อนจึงจะสามารถดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ต่อไปได้ทั้ง 3 ลักษณะดังนี้
(1) ออกดอกจากปลายยอดที่โผล่ขึ้นมาใหม่ ไม้ผลที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ มีนิสัยการออกดอกที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการผลิยอดอ่อน (flush) หากกิ่งไม่มีการผลิยอดใหม่โอกาสที่จะได้ดอกนั้นมีน้อยมากหรือไม่มีเลย แม้ว่าอาจมีดอกเกิดขึ้นได้ ตาดอกเหล่านี้มักอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โอกาสติดผลจึงมีอยู่ต่ำ
มาก ต้นไม้ผลที่พบมีการออกดอกในลักษณะเช่นนี้ ได้แก่ ฝรั่ง น้อยหน่า ส้มต่าง ๆ (citrus ทุกชนิดรวมทั้งมะนาว ส้มโอ ฯลฯ) มะขาม กระท้อน องุ่น พลับ และพุทรา เป็นต้น
(2) ออกดอกจากปลายยอดที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ส่วนของยอดอ่อนที่ผลิขึ้นมาจะต้องเจริญเติบโตจนกระทั่งใบสุดท้ายไม่อยู่ในสภาพอ่อน [โดยทั่วไปมักเรียกว่า ใบแก่จัด แต่การใช้คำว่า แก่จัด (fully mature) นั้น อาจสื่อความหมายผิดพลาดไปได้เป็น ความชราภาพ (senescence)] ส่วนของตายอด (terminal bud หรือ apical bud) เมื่ออยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจะมีการเปลี่ยนจาก ตาใบ (vegetative bud) ไปเป็น ตาดอก (flower bud) เมื่อตายอดเปลี่ยนไปเป็นตาดอกแล้ว จึงถือเป็นการสิ้นสุดการเจริญเติบโตทางกิ่งใบของตายอดของกิ่งนั้น กิ่งที่จะเจริญขึ้นมาใหม่จึงเกิดจากตาข้างที่อยู่ใต้ ตายอดลงมาซึ่งยังสภาพเป็นตาใบอยู่ ตัวอย่างของไม้ผลเหล่านี้ได้แก่ มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย มังคุด และมะกอกฝรั่ง เป็นต้น
(3) ออกดอกจากส่วนของกิ่งหรือลำต้น ส่วนที่เกิดตาดอกของไม้ผลเหล่านี้จะอยู่ที่ส่วนของลำต้นหรือกิ่งที่มีอายุมากกว่า 1 ฤดูกาลของการเติบโต โดยที่ส่วนของกิ่งได้มีการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ไม้ผลที่พบการออกดอกในลักษณะนี้ ได้แก่ ขนุน ทุเรียน จำปาดะ ลองกอง ลางสาด ชมพู่ทุกชนิด กาแฟ มะยม มะเฟือง มะไฟ ระไม และลังแข เป็นต้น
สำหรับไม้ผลเขตหนาว (temperature fruit crops) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นไม้ผลัดใบ (deciduous) มีอุปนิสัยของการเจริญเติบโตและการออกดอกที่แตกต่างออกไปจากไม้ผลไม่ผลัดใบ (ever-green) โดยที่ส่วนของตาดอกจะสร้างขึ้นมาข้ามปี ซึ่งตาดอกที่สร้างขึ้นมาในปีนี้จะไปเจริญเติบโตและบานพร้อมกับติดผลในปีต่อมา ถ้าเป็นแอปเปิ้ลและสาลี่แล้ว ตาดอกจะสร้างขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิต่อกับช่วงฤดูร้อน อันตรงกับช่วงที่มีการติดผลและผลกำลังเจริญเติบโต ส่วนพวกท้อและ prunus อื่นๆ การสร้างตาดอกจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนต่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงภายหลังการเก็บเกี่ยวผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้น ปริมาณการติดผลในปีนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อปริมาณของตาดอกที่จะสร้างขึ้นใหม่สำหรับในปีหน้าได้น้อยลง อันทำให้ปริมาณของผลผลิตในปีต่อมาน้อยลงตามไปด้วย จึงเกิดเป็นภาวะของการออกดอกติดผลเว้นปีขึ้น (alternate bearing)
2. ขนาดทรงพุ่มต้นไม้ผลโดยธรรมชาติ ไม้ผลยืนต้นโดยธรรมชาติของการเจริญเติบโตนั้น สามารถจัดแบ่งได้เป็นกลุ่มตามขนาดทรงพุ่มเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ซึ่งโดยทั่วไปมักนิยมจัดแบ่งไว้เป็น 3 กลุ่ม คือ ไม้ผลที่มีทรงพุ่มขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยที่วัดจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่มเป็นหลัก ดังมีขนาดระหว่าง 3-5 เมตร 5-8 เมตร และขนาดมากกว่า 10 เมตรขึ้นไป ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาถึงนิสัยการเจริญเติบโตในด้านที่เกี่ยวกับการแผ่ของทรงพุ่ม โดยบางชนิดอาจมีแนวโน้มที่อาจสามารถที่จะควบคุมให้มีขนาดเล็กลงหลายเท่าได้ เช่น ชมพู่ มะม่วง มะขาม ในขณะที่ไม้ผลอีกหลายชนิดนั้น โอกาสที่จะให้เล็กลงไปอย่างมากคงเป็นไปได้ในวงจำกัด เช่น ทุเรียน นอกจากนี้ สัดส่วนของการ
แบ่งปันคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate partitioning) ภายในพุ่มต้นไม้ผลระหว่างต้นที่มีขนาดเล็กและต้นที่มีขนาดใหญ่นั้นก็แตกต่างกันอย่างมาก จากการศึกษาในแอปเปิ้ลที่เปรียบเทียบระหว่างต้นเล็กและ ต้นใหญ่ พบว่า ในต้นแอปเปิ้ลที่มีขนาดเล็กนั้น เปอร์เซ็นต์ของคาร์โบไฮเดรตที่แบ่งปันให้กับส่วนดอกผลจะมีอยู่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับต้นที่มีขนาดใหญ่ซึ่งสัดส่วนของอาหารส่วนมากกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นส่วนของเนื้อไม้ (woods) ทั้งลำต้น กิ่ง และรากมากกว่า ในขณะเดียวกัน ต้นที่มีการติดผลสูง การเจริญเติบโตของส่วนต้นโดยเฉพาะระบบรากจะหยุดชะงัก ทั้งนี้ เนื่องจากการแบ่งปันปริมาณคาร์โบไอเดรตที่ใบสร้างขึ้นนั้น ส่วนของผลจะมีแรงในการดูดดึงได้สูงกว่าส่วนราก ดังตารางและภาพข้างล่างนี้
ขนาดพุ่มต้น ผล (%) ใบ (%) เนื้อไม้ (%)
เล็ก 77.0 8.5 14.5
ใหญ่ 45.0 13.0 42.0
แม้ว่าแอปเปิ้ลจัดเป็นไม้ผลเขตหนาวก็ตาม แต่เปอร์เซ็นต์ของการแบ่งปันคาร์โบไฮเดรตในต้นไม้ผลของประเทศไทยซึ่งเป็นไม้ผลเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนก็ไม่คิดว่าจะแตกต่างออกไปจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้อย่างมากมาย โดยที่คาดว่าสัดส่วนนั้นน่าจะมีส่วนของใบมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากไม้ผลในประเทศไทยนั้นมีการเจริญเติบโตค่อนข้างต่อเนื่องตลอดปี และในปีหนึ่ง ๆ ต้นยังมีการผลิใบอยู่ถึง 2-3 ชุดด้วยกัน
3. สรีรวิทยาของการออกดอก (physiology of flowering) การออกดอกของไม้ผลนั้นมีสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนยอดและส่วนราก (root-shoot interrelationship) ความสมบูรณ์ต้น สภาพแวดล้อมต่าง ๆ (เช่น ความหนาวเย็น ปริมาณน้ำฝน ความแล้ง ฯลฯ) และการ ควบคุมการเจริญทางกิ่งใบ สำหรับในไม้ผลยืนต้นนั้น แนวความคิดในปัจจุบันที่เกี่ยวกับการออกดอกจะมุ่งเน้นไปยังเรื่องการปรับสมดุลระหว่างการเจริญทางกิ่งใบและการออกดอก (vegetative growth VS reproductive growth) โดยยึดหลักของการออกดอกไม้ผลว่า จะสามารถควบคุมการเจริญเติบโตทางกิ่งใบได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งต้นไม้ผลก่อนที่จะมีการออกดอกนั้นการเจริญทางกิ่งใบจะลดต่ำลง จากหลักการนี้ การที่จะจัดทรงพุ่มให้มีการออกดอกได้ดีก็จำเป็นต้องนำมาพิจารณาประกอบไปพร้อมกันด้วย
4. การควบคุมขนาดพุ่มต้น (size control) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ต้นไม้รุ่นเก่ามักปล่อยให้มีทรงพุ่มต้นเจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่ แต่มักประสบกับปัญหาในด้านการดูแลรักษาเพื่อให้ได้คุณภาพสูง การควบคุมให้ทรงพุ่มต้นไม้ผลมีขนาดเล็กลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องการในแง่ของการจัดการ อย่างไรก็ตาม การที่จะ ควบคุมพุ่มต้นให้มีขนาดเล็กลงได้นั้น อาจกระทำได้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ
(1) การใช้ต้นตอแคระ (dwarf rootstock) อิทธิพลของต้นตอบางชนิดสามารถก่อให้การเจริญเติบโตของยอดพันธุ์ (scion) ลดลงได้หรือแสดงอาการของความแคระ (dwarfism) ปรากฏให้เห็นที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายพบอยู่ในไม้ผล 2 ชนิดด้วยกัน คือ แอปเปิ้ล และส้ม สำหรับในแอปเปิ้ลได้มีการใช้ ต้นตอแคระนี้มาเป็นเวลานานมากกว่าศตวรรษแล้ว พันธุ์ต้นตอที่ได้คัดไว้มีระดับของความแคระแตกต่างกัน ที่นิยมใช้กันมากมี 3 พันธุ์ด้วยกัน คือ M9, M26 และ M106 ที่ให้ความแคระในระดับ ¼ 1/3 และ ½ ของขนาดต้นมาตรฐานตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้มีการศึกษาถึงการใช้ต้นตอแคระเหล่านี้มาเป็นชิ้นส่วนของต้นตอกลาง (intermediate) ของกันและกันด้วย เช่น ใช้ M106 เป็นต้นตอแล้วใช้ M9 หรือ M26 มาเป็นส่วนของต้นตอกลาง ในกรณีเช่นนี้ สามารถเพิ่มความแคระของยอดพันธุ์ลงไปได้อีก สำหรับความยาวของชิ้นส่วนต้นตอกลางนี้มีบทบาทต่อระดับของความแคระด้วย (ดูภาพประกอบ) ต้นตอกลางยิ่งยาวมากความแคระยิ่งเพิ่มขึ้น ส่วนในส้ม (citrus) ทั้งชนิดและพันธุ์ต่างๆ ก็ได้มีการศึกษาถึงต้นตอด้วย เช่น ส้มสามใบ (Poncirus trifolialta – trifoliate orange) ที่ใช้กับส้ม Satsuma ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือลูกผสมของส้มสามใบที่เรียกว่า ซิแตรงค์ (citrange) ซึ่งพันธุ์ที่รู้จักกันดี คือ ‘Troter’ และ ‘Carrizo’ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางของแหล่งปลูกส้มทั่วโลก ก็แสดงอาการแคระของยอดพันธุ์ด้วยเช่นกัน สำหรับไม้ผลที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยยังมิได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของความแคระของต้นตอแต่อย่างใด เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า การที่ต้นตอสามารถแสดงอิทธิพลของความแคระให้กับยอดพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล หรือส้ม หรือสาลี่ หรือพืชใด ๆ ก็ตาม ต้นตอนั้นจะต้องมาจากพืชชนิด (species) อื่น มิใช่เพียงแค่ต่างพันธุ์กันที่อยู่ในชนิดเดียวกันเท่านั้น เคยมีนักวิชาการบางท่านได้กล่าวอ้างถึงความสำเร็จของการใช้มะม่วงที่ต่างพันธุ์กัน (ซึ่งมะม่วงทุกพันธุ์ที่ใช้ปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ในชนิดเดียวกัน คือ Mangifera indica) แล้วสามารถก่อให้เกิดความแคระขึ้นได้ จึงยังเป็นสิ่งที่คลางแคลงใจอยู่เสมอ ซึ่งเชื่อได้อย่างแน่นอนว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก
(2) การใช้สารเคมี สารเคมีหลายชนิดสามารถก่อให้เกิดความแคระกับต้นไม้ได้โดยเฉพาะสารในกลุ่มชะลอการเจริญเติบโต (growth retardants) เช่น พาโคลบิวทราโซล (paclobutrazol) ยูนิโคนาโซล (uniconazol) คลอมิควอทคลอไรด์ (chlormequat chloride หรือ cycocel; CCC) และดามิโนไซด์ (daminozide หรือ Alar) เป็นต้น อิทธิพลของสารเหล่านี้มีผลทำให้ต้นเจริญเติบโตช้าลง จึงก่อให้เกิดความแคระของต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม อิทธิพลดังกล่าวเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อฤทธิ์ของสารเหล่านี้หมดลงหรือสลายตัวไปก็ไม่สามารถส่งผลของความแคระได้อีก การใช้สารเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี อาจส่งผลให้ต้นไม้มีการชะงักการเจริญเติบโตโดยเฉพาะในส่วนของระบบราก ต้นอาจมีอายุสั้นลงและตายได้ นอกจากนี้ การใช้สารเคมีเหล่านี้ยังคงต้องคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมให้มากด้วย
(3) การจัดทรงและการตัดแต่ง (training and pruning) การโน้มกิ่ง (bending) ทำให้ต้นมีการเจริญทางกิ่งใบลดลง ในขณะเดียวกัน การตัดแต่งก็เป็นการควบคุมขนาดพุ่มต้นที่ได้ผลดีที่สุด โดยการยึดหลักว่า “ยิ่งตัดมาก ต้นยิ่งแคระมาก” การปฏิบัติอย่างถูกวิธีจะทำให้สามารถควบคุมขนาดพุ่มต้นของไม้ผลให้ได้ขนาดตามต้องการได้ แต่ทั้งนี้ จะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของต้นไม้ผลและนิสัยการออกดอกด้วย
จากทั้ง 3 กรรมวิธีที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีเพียงกรรมวิธีเดียว คือ การจัดทรงและการตัดแต่งเท่านั้น ที่สามารถนำมาใช้สำหรับการควบคุมขนาดพุ่มต้นกับต้นไม้ผลในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของประเทศไทยได้
5. การรับแสงของทรงพุ่ม (light perception) พืชสร้างอาหารได้จากระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) จากส่วนของใบที่มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เมื่อใบที่ทำหน้าที่สร้างอาหารโดยอาศัยพลังงานจากแสงแดด ดังนั้น “การจัดการทรงพุ่มต้นของไม้ผลให้ใบทุกใบที่อยู่บนต้นให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงสูงที่สุดจึงเป็นหลักการและเหตุผลที่จะต้องคำนึงถึงในการปฏิบัติ” พุ่มต้นที่มีขนาดใหญ่ มีใบแน่นทึบ จะเกิดการบดบังแสงของใบที่อยู่ชั้นนอกหรือชั้นผิวส่วนใบที่อยู่ชั้นในๆ ที่ลึกเข้าไปจะถูกบดบังแสงมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งไม่มีแสงสามารถส่องผ่านลงมาได้เลย เมื่อเป็นดังนั้น ใบที่ไม่ได้รับแสงหรือได้รับแสงน้อย การสร้างอาหารของใบนั้นจึงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในตัวเอง จำเป็นต้องดูดดึงอาหารจากส่วนอื่นหรือใบอื่นที่สร้างอาหารได้มากกว่ามาช่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หากพุ่มต้นที่มีการปลูกในระยะที่ชิดมากและแน่นทึบ ต้นมักมีการทิ้งใบอย่าง รุนแรง โดยทั่วไปแล้ว “การส่องผ่านของแสงเข้าไปยังพุ่มต้นจะมีชั้นความลึกประมาณ 1 เมตร” ใบที่อยู่ลึกมากกว่า 1 เมตรอาจไม่ได้รับแสงเลย
ในต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่และเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เมตร สามารถแบ่งชั้นของการรับแสงได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน
ชั้นใบ การรับแสง(%) เนื้อที่ของทรงพุ่ม%
ชั้นนอก 100-60 33
ชั้นกลาง 59-30 38
ชั้นในสุด 29-0 29
การขยายขนาดของพุ่มต้นไม้จะทำให้สัดส่วนของชั้นในสุดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ต้นไม้ผลที่มีขนาดพุ่มใหญ่มากขึ้น พื้นที่ส่วนที่ไม่ได้รับแสงก็จะมีขนาดใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่า สัดส่วนของพื้นที่ที่จะให้ดอกผลของพุ่มต้นจะลดลงตามลำดับของการเพิ่มขนาดพุ่มต้น ทั้งนี้ เนื่องจากการส่องผ่านของแสงสามารถทะลุทะลวงผ่านพุ่มต้นจะลดลงตามลำดับของความลึกไม่เกิน 1 เมตรดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในทางกลับกัน หากสามารถลดพุ่มต้นให้เล็กลงได้ตามลำดับ ก็จะเป็นการลดพื้นที่ส่วนของชั้นในสุดที่ไม่ได้รับแสงให้เหลือน้อยลง หรือพื้นที่ส่วนที่ไม่ได้รับแสงนี้จะมีอยู่ต่ำมาก เช่น หากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของพุ่มต้นลดลงจาก 6 เมตรมาเป็น 5,3.75 และ 2.5 เมตร ส่วนของพื้นที่ชั้นในสุดที่ไม่ได้รับแสงนี้จะลดลงจาก 29 % เหลือเพียง 24.4, 12.5 และ 1.6 % ตามลำดับ (ดูภาพประกอบ) ในอดีตนั้น นักวิชาการได้แนะนำการตัดแต่งกิ่งโดยใช้หลักการที่กำจัดเอาเฉพาะส่วนของกิ่งที่อยู่ชั้นในทรงพุ่มที่ไม่ได้รับแสงออกไปเพียงอย่างเดียวส่งผลให้มีขนาดพุ่มต้นโตมากขึ้นทุกปีเนื่องจากส่วนของกิ่งทางด้านชายพุ่มที่ไม่ได้รับแสงออกไปเพียงอย่างเดียวส่งผลให้มีขนาดพุ่มต้นโตมากขึ้นทุกปี เนื่องจากส่วนของกิ่งทางด้านชายพุ่มจะยืดยาวออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ในบริเวณส่วนกลางพุ่มซึ่งไม่สามารถให้ดอกผลได้นั้นมีขนาดใหญ่มากขึ้น หรือสัดส่วนของพื้นที่ที่ให้ดอกผลของต้นลดน้อยลง
6. ระยะปลูกและการบังแสง (planting distance and shading) การบังแสงนอกเหนือจากพื้นที่เกิดขึ้นภายในพุ่มต้นแล้ว ระยะปลูกที่ชิดมากจนเกินไปอีกทั้งจากความสูงของพุ่มต้นข้างเคียงก็ก่อให้เกิดการ บังแสงขึ้นได้อย่างมาก ในอดีตมักแนะนำให้ใช้ระยะปลูกในแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น 10 x 10 เมตร อีกทั้งยังได้มีการเสนอความคิดของการปลูกระยะชิดจากนักวิชาการบางท่านโดยไม่มีมาตรการของการควบคุม ทรงพุ่มอย่างมีประสิทธิผล ปัญหาของการบังแสงของพุ่มต้นข้างเคียงจึงติดตามมา เช่น การปลูกมะม่วงระยะชิดในแบบ 2.5 x 2.5 เมตร เมื่อพุ่มต้นชนกันจนแน่นทึบ จึงหาทางแก้ปัญหาด้วยการแนะนำให้ขุดต้นเว้นต้นขยายระยะให้เป็น 5 x 5 ซึ่งเป็นการลดจำนวนต้นปลูกลงไปถึง 3 ใน 4 ของต้นที่ปลูกอยู่เดิม การวางแผนผังสวนที่ดีไม่ควรจะต้องมาแก้ปัญาในสิ่งเหล่านี้ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า คำแนะนำดังกล่าวนั้น มีเทคโนโลยีเพียงครึ่งท่อนเท่านั้น
การควบคุมความสูง (height control) ของต้นไม้ผลจะต้องคำนึงถึงธรรมชาติการเจริญเติบโตและนิสัยการออกดอกของต้นไม้ผลด้วย ซึ่งความสูงนี้จะต้องไม่ก่อให้เกิดการบังแสงต่อพุ่มต้นข้างเคียง เมื่อมีการใช้เครื่องจักรกลเข้ามาทดแทนแรงงานในสวนไม้ผล ระยะปลูกระหว่างแถวจึงจำเป็นต้องขยายออกไปโดยที่ต้องเผื่อไว้ประมาณ 2 เมตร ดังนั้น รูปแบบของการปลูกจึงแปรเปลี่ยนไปเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า เช่น 4 x 6 เมตร หรือ 3 x 6 เมตร เป็นต้น เมื่อเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า การจัดวางแนวของแถวจึงต้องเป็นไปในแนว “ขวางตะวัน” หรือให้แนวแถวจัดอยู่ในทิศเหนือ – ใต้ เพื่อที่จะลดการบดบังแสงของต้นที่อยู่ข้างเคียงของทางด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ในส่วนของการจัดระยะปลูกนี้ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ของ 2 สิ่งมาประมวลเข้าด้วยกัน คือ ความสามารถในการควบคุมขนาดพุ่มต้น และ ความสามารถในการควบคุมความสูงของพุ่มต้น (ดูภาพประกอบ)
7. การจัดทรงและการตัดแต่ง (training and pruning) การจัดทรง (training) นั้นเป็นการทำให้มี โครงสร้างหลักที่ต้องการตามที่ได้วางแผนไว้ อันถือเป็น “ระบบ” (system) ต่าง ๆ ตามความต้องการของไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งต้นไม้ผลแต่ละชนิดนั้นจะต้องคำนึงนิสัยการเจริญเติบโต ธรรมชาติของการออกดอก ฯลฯ โดยยึดหลักให้ต้นมีพื้นที่ผิว (surface area) ของการรับแสงหรือเพื่อการสังเคราะห์แสงที่ดีที่สุด ส่วนการตัดแต่ง (pruning) เป็นกรรมวิธีหรือขั้นตอนของการปฏิบัติ (procedure) ในอันที่จะให้ต้นไม้ผลมีระบบของรูปทรงตามที่ได้วางไว้ หากจะแบ่งระยะของการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ต้องการใช้หลักของทั้งสองด้านแล้ว แบ่งได้เป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ
(1) ระยะที่ต้นไม้มีขนาดเล็ก การปฏิบัติจะพบว่า มีการมุ่งเน้นเรื่องของการจัดทรง การบังคับมุมกิ่ง การดัดกิ่ง หรือการโน้มกิ่งตามโครงสร้างหลักที่ได้วางไว้ ในขณะเดียวกัน การตัดแต่งก็ต้องกระทำไปพร้อมกันโดยการมุ่งเพื่อกำจัดกิ่งที่ไม่ต้องการออกไป หรือเป็นการตัดแต่งเพื่อลดความกร้าวของบางกิ่ง (vigorous limb) ให้ชะลอลงเพื่อให้มีรูปทรงที่ต้องการ
(2) ระยะต้นไม้โตเต็มที่ เมื่อต้นไม้ผลเจริญเติบโตเต็มที่และมีระบบของรูปทรงตามที่ต้องการแล้ว การะทำ training ก็ลดน้อยลง เหลือเพียงการบังคับบางกิ่งที่อาจเกิดขึ้นใหม่ให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการเท่านั้น ส่วนการตัดแต่งจะมีการกระทำที่มากกว่าโดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมขนาดพุ่มไม่ให้ใหญ่เกินไป รวมทั้งการตัดแต่งเพ่อควบคุมรูปทรงและขนาดให้อยู่คงเดิม
การจัดทรงและการตัดแต่งนั้นเป็นทั้งทางวิทยาศาสตร์ (science) และศิลปะ(art) ซึ่งผู้ที่จะกระทำต้องมีทั้งสองสิ่งที่อยู่ในหัวใจ นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของต้นไม้ที่แสดงออกถึงการตอบสนองต่อทั้งสองกรรมวิธีด้วย
8. การใช้เครื่องจักรกล (mechanization) เมื่อมีระบบของการปลูกที่ต้องจัดการจัดทรงพุ่มดังที่ได้วางแผนไว้นั้น ระยะปลูกนั้นจักต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าระยะไว้สำหรับเครื่องจักรกลที่จะเข้ามาทดแทนแรงงานคนที่หายากมากขึ้นและค่าจ้างที่สูงขึ้น การควบคุมขนาดของพุ่มต้นที่จะให้ผลดีแล้ว เครื่องตัดแต่ง (pruning machine) จะมีบทบาทสำคัญอย่างมาก สวนไม้ผลรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นสวนขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ควรต้องมีการวางแผนระยะปลูกสำหรับเครื่องจักรกลด้วย
เอกสารประกอบการเรียบเรียง
รวี เสรฐภักดี, เจษฎา ภัทรเลอพงศ์ และพัชรี บุญกอแก้ว. 2540. การสังเคราะห์แสงของมะม่วง. เอกสารเผยแพร่ในนิทรรศการงานสันเกษตรแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2540 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)