วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

การดูแลบำรุงต้น

การดูแลบำรุงต้น ถ้าปฏิบัติตามขั้นตอนการปลูกแล้ว หลังจากปลูกได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จะมียอดอ่อนออกมาและระยะห่างจากโคนต้น 1 คืบหากมีกิ่งอ่อนออกมาให้ทำการเด็ดทิ้งอย่าไปเสียดายเพื่อสรีระ และการจัดทรงพุ่มให้สวยงาม เมื่อมะนาวโต สำหรับช่วงนี้มะนาวจะเริ่มดูดซับธาตุอาหารแล้ว เริ่มให้ปุ๋ยเคมีตรากระต่าย หรือตรามงกุฎ หรือตราที่มีในท้องถิ่น 46-0-0 แต่น้อยเพียง 1 ช้อนแกง หรือช้อนโต๊ะโรยรอบๆ ห่างจากโคนประมาณ 2.5 นิ้ว ถัดมาอีก 20 วันให้ปุ๋ยเคมีสูตร 21-7-14 โดยให้ปริมาณที่เท่ากัน โดยสลับกันไปทุก 20 วัน และปริมาณการให้เพิ่มตามขนาดของต้น ให้เสริมโดยใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ ยี่ห้อตามท้องถิ่น ใส่ทุก ๆ 4 เดือน โดยใส่รอบๆ ทรงพุ่มตามความกว้างของทรงพุ่ม * เคล็ดลับหนึ่งคือ การให้ปุ๋ยทางดินกับต้นมะนาวเล็ก จะให้ 20 วัน ต่อครั้ง ปุ๋ยที่ให้จะใช้ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) ผสมน้ำรดให้ อัตราที่ใช้คือ ปุ๋ยยูเรีย 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำ 10 ลิตร ประมาณการให้ปุ๋ยยูเรียที่ละลายน้ำแล้วต่อต้น ประมาณ 1 แก้วน้ำ ต่อต้น แต่ก่อนที่จะให้ปุ๋ยแก่ต้นมะนาว ดินควรมีความชื้นเพื่อที่จะทำให้ต้นมะนาวสามารถดูดใช้ปุ๋ยได้ดีขึ้น แต่การราดปุ๋ยระวังอย่ารดปุ๋ยให้ชิดโคนต้นมะนาว ให้ห่างออกมาอย่างน้อย 1 คืบ แต่เราจะมาหยุดให้ปุ๋ยยูเรียก็ต่อเมื่อช่วงที่จะเตรียมออกดอกเท่านั้น ต้นมะนาวเล็กมักมีกิ่งกระโดงให้เด็ดปลายยอดทิ้ง ไม่นานกิ่งกระโดงที่ถูกเด็ดยอดอ่อนทิ้งมันจะแตกพุ่มอ่อนออกมาอีกจำนวนมาก พุ่มมะนาวเล็กของเราก็จะขยายใหญ่ขึ้นอีก การดูแลรักษาต้นมะนาวเล็ก จะเน้นบำรุงดูแลรักษาใบอย่างเดียว ปลูกช่วงมะนาวเล็ก อยากให้ทรงพุ่มสวยก็ต้องใส่ปุ๋ยเป็น อย่างต้นมะนาวปลูกแล้วเอนไปทางซ้ายก็ต้องใส่ปุ๋ยข้างขวามากหน่อย ต้นมันจะตั้งตรงขึ้นมา ส่วนต้นพุ่มสวยปกติก็ใส่บริเวณทรงพุ่มมะนาว โคนต้นควรสูงราว 1 ศอก ให้โล่งหน่อย ถ้าดูแลรักษาดีต้นมะนาวอายุ 1 ปี ก็จะได้พุ่มเกือบ 2 เมตร อย่าลืมเรื่องป้องกันหนอนชอนใบและแมลง รวมถึงโรคของมะนาวด้วยระบบการนับวัน 1-4-7 * เรื่องปุ๋ยช่วงนี้ให้เน้นตัวหน้าสูง ถ้าท้องถิ่นท่านมีอะไรก็ใช้ที่ใกล้เคียงก็ได้ ข้อสำคัญต้องมีการจดบันทึก โดยการหาปฏิทินทั้งปีมาเขียนไว้ล่วงหน้าเลยว่าใส่ปุ๋ยอะไรวันไหน ฉีดพ่นยาวันไหน ใส่อะไรบ้างจะได้ไม่ลืม หรือทำสมุดบันทึกเอาไว้ บอกให้คนที่ทำจดไว้ให้เราจะได้ติดตามถูก แก้ปัญหาได้

การพ่นยากำจัดศัตรูของมะนาว

การพ่นยากำจัดศัตรูของมะนาว ศัตรูหลักๆ ของมะนาวมี 2 ชนิดคือ หนอนชอนใบและแมลงปากดูด ให้ทำการพ่นยาอะบาแม็กติน โดยเลือกสูตรเข้มข้นมาใช้ ให้ทำการพ่นยาทันทีที่ยอดอ่อนเริ่มแตกออกมา ความยาวประมาณ 1-2 มิลลิเมตร (หรือเรียกว่าเขี้ยวกระแต) โดยใช้ในอัตราที่ระบุข้างขวดเพื่อป้องกันแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ หลังจากนั้นถัดมาเมื่อใบเริ่มคลี่ออกมาโดยใช้เวลาประมาณ 5-6 วัน ให้ทำการพ่นยาอะบาแม็กตินอีกคร้ง ก็จะทำให้ยอดอ่อนปลอดภัยจากศัตรูขอบมะนาวแล้ว แต่หากมะนาวอายุ 6 เดือนขึ้นไปยอดอ่อนจะออกไม่พร้อมกัน ให้เลือกดูช่วงที่ยอดอ่อนออกมากที่สุด และต้นที่มีใบแก่อาจข้ามไปไม่ต้องพ่นยาป้องกันยอดอ่อนก็ได้เพื่อประหยัดเวลาและค่ายา า า แต่ให้พ่นยาอีกตัวหนึ่งที่ชื่อสามัญคือ ไธอะมีโทแซม ซึ่งชื่อทางการค้าคือ แอคทาร่า ให้ใช้ในปริมาณ 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 30-45 วันเพื่อกำจัดแมลงที่ดื้อยาทั้งหลาย การพ่นสารเคมีกำจัดโรคของมะนาว มะนาวจะมีโรคที่สำคัญคือแคงเกอร์ โรคนี้ให้เน้นการป้องกันอย่าให้เห็นโรคแล้วค่อยหายามาตามแก้ไข ซึ่งมันจะไม่ได้ผลเพราะแคงเกอร์นั้นไม่สามารถรักษาได้เพียงแค่ยับยั้งเท่านั้น ถ้าเปรียบกับโรคของคนก็เหมือนโรคเอดส์ที่เป็นแล้วรักษาไม่หายแต่ให้ยาเพื่อยับยั้งเชื่อได้เท่านั้น ซึ่งอาจจะมีวิธีการยืดอายุหรือกดอาการด้วยงการให้อาหารที่ดีและการบำรุงรักษาต้นมะนาวให้สมบูรณ์ที่สุด ยาที่ใช้ป้องกันมี 2 ตัวคือ 1. ชื่อสามัญคือ คอร์ปเปอร์ ไฮดรอกไซด์ ชื่อทางการค้า ฟังกูราน ให้ผสมน้ำตามที่ฉลากระบุและห้ามใช้สารจับใบเด็ดขาด เทคนิคการพ่นคือพ่นให้ถูกตามกิ่งก้าน และต้นด้วย โดยเริ่มพ่นตั้งแต่เริ่มปลูก ถึง 7 เดือน สามารถพ่นได้ถี่ๆ เนื่องจากมะนาวต้นยังเล็กใช้เวลาไม่นานพ่นทุกๆ 7 วันเมื่อมะนาวอายุมากกว่า 7 เดือนให้ใช้ห่างๆ ได้อาจจะทุก 15 วันก็ได้ 2. ชื่อสามัญคือ สเตรปโซมัยซิน แอกริมัยซิน ชื่อการค้าคือแคงเกอร์เอ๊คซ์ (ปัจจุบันหาซื้อยาก) หากหาซื้อไม่ได้ให้ใช้ชื่อสามัญ สเตรปโซมัยซิน แทนได้ สำหรับการพ่นใช้ 6-12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรโดยพ่นทุก 30 วัน เน้นพ่นเฉพาะลำต้นและกิ่งเท่านั้น การป้องกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วไม่ใช่รักษา ป้องกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่รักษา มีหลักๆดังนี้ 1. หนอนชอนใบ ใช้อะบาเม็กติน 2. แมลงปากดูด เพลี้ยไฟ ใช้คลอร์ไพลิฟอส 3. แคงเกอร์ ใช้ฟังกูราน 4. แมงค่อม ใช้แอคทารา 5. ไรแดงใช้ โพรพาไกต์ *เคล็ดลับ "การจัดการศัตรูพืช” แนะนำให้ใช้ ระบบ 1-4-7 ของ รศ.ดร. รวี เสรฐภักดี แล้วเห็นว่าดีจึงนำมาเผยแพร่ต่อชาวสวนมะนาวมือใหม่ เพื่อป้องกันและรักษายอดอ่อน โดยเริ่มไปตั้งแต่ช่วงที่พืชมี การผลิ “ใบอ่อน”หรือ“ดอกอ่อน”หรือ“ผลอ่อน” ออกมาได้ขนาดประมาณ 2-3 มม. จังหวะนี้เองที่ ศัตรูพืช อาทิ “เพลี้ยไฟ” จะเริ่มเข้าทำลายรวมทั้ง “หนอนชอนใบ” ก็จะเข้ามาวางไข่ด้วย ให้นับเป็นวันที่ 1 ในการฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันกำจัด เช่น อะบาเมกติน แล้วก็เว้นวันที่ 2 วันที่ 3 ไปวันที่ 4 ฉีดซ้ำอีกโดยใช้ยาตัวเดิม จากนั้นก็เว้นวันที่ 5 วันที่ 6 ไปวันที่ 7 ฉีดอีกโดยใช้ เมทามิโดฟอส, อะฟีโนฟอส, คลอไพรีฟอสตัวใดตัวหนึ่ง หรือใช้เมทาฯ บวกกับไซเปอร์เมทริน เป็นการป้องกันหนอนชอนใบ เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล ซึ่งโรคแคงเกอร์จะเข้าทางบาดแผลเท่านั้น ก็จะตัดวงจรของแมลงศัตรูพืชได้พอดี แต่หลังจากนี้ไปแล้วหากพบการระบาดอีกก็ฉีดพ่นยาเพื่อการกำจัดเป็นกรณีๆ ไป ระบบนี้มีเหตุผลคือ เมื่อมะนาวหรือต้นไม้เริ่มแตกใบอ่อนศัตรูจะเข้าทำลายได้ง่าย เมื่อมะนาวแตกใบอ่อนศัตรูเริ่มมาวางไข่เราพ่น 1 ครั้ง (วันที่1) แมลงตาย ไข่ถูกกำจัด วันที่ 4 พ่นอีก 1 ครั้งไข่ที่หลงเหลืออยู่ถ้ากลายเป็นหนอน กำลังโตยังไม่ทันวางไข่ก็จะถูกกำจัด อีก 1 ครั้ง (ใบมะนาวจะเริ่มแก่ขึ้น) ในวันที่ 7 พ่นอีก 1 พ่นครั้งนี้หนอนและศัตรูพืชถูกกวาดเรียบ ใบมะนาวจะโตเต็มที่พ้นระยะที่ศัตรูจะเข้าทำลายได้ง่ายแล้ว จากยอดอ่อนจนใบคลี่สุดใช้ระยะเวลา 10-15 วัน ที่เหลืออาจจะเป็นพวกไรอ่อนเราก็ใช้น้ำพ่นสเปร์ยเอา หรือชาวสวนบางท่านก็แนะนำให้เดินดูบ่อยๆ แล้วเขย่าต้นให้เพลี้ยหรือแมลงที่เก่าอยู่หล่น 😯 คำแนะนำ ให้ลดสารเคมี เปลี่ยนไปใช้สารกำจัดศตรูพืชประเภทที่ผลิตจากสมุนไพร ชีวภาพ หรือน้ำหมักต่างๆ เพื่อสุขภาพของท่านและไม่ทำลายธรรมชาติ แต่ยังคงแนะนำให้ใช้ระบบการดูแลฉีดพ่นารแบบนับวัน 1-4-7 ของท่าน รศ. ดร.รวี เสรฐภักดี ได้ผลที่สุด

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การจัดทรงพุ่มของไม้ผล

การจัดทรงพุ่มของไม้ผล (Tree Fruit Canopy Management) ผศ.ดร.รวี เสรฐภักดี 1/ การปลูกไม้ผลของประเทศไทยในอดีตนั้น เริ่มต้นจากการปลูกในแบบสวนหลังบ้าน จากนั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนมาเป็นรูปของร่องสวน ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพของการตั้งชุมชนจะมีความหนาแน่นตามที่ราบลุ่มแม่น้ำและลำห้วยต่าง ๆ เพราะน้ำซึ่งจัดเป็นปัจจัยสำ คัญของการดำรงชีพประจำวัน นอกจากนี้แล้ว การเกษตรจึงยังมุ่งเน้นการทำนาเพื่อธัญญาหารหลัก เมื่อชุมชนหนาแน่นมากขึ้นและมีการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การขยายพื้นที่ปลูกไม้ผลจึงได้มีการขยายในวงที่กว้างออกไปจากสภาพพื้นที่ลุ่มไปยังพื้นที่ดอนที่ซึ่งหาแหล่งน้ำให้กับต้นไม้ได้ยากกว่าในที่ลุ่ม ในสภาพพื้นที่ดอนที่มีการพัฒนาเป็นรูปแบบของสวนอย่างจริงจังคาดว่าไม่น่าจะมีอายุมากกว่า 60-70 ปี การปลูกปฏิบัติดูแลรักษาจึงยังคงมีการพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ต้องการฝนชุก โดยการรอให้ถึงฤดูมรสุมก่อน หรือการใช้ปุ๋ยคอกหรือการใช้ขี้เลนจากท้องร่องสวนมาบำรุงให้กับต้นไม้ดังนี้ เป็นต้น เนื่องจากเทคโนโลยีของการผลิตยังไม่เป็นที่เข้าใจกันดีรวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ เพื่อการผลิตยังไม่ได้มีการพัฒนาขึ้นมา จึงทำให้สภาพของการปฏิบัติยังคงอ้างอิงกับธรรมชาติของต้นไม้ผลเป็นหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านขนาดทรงพุ่มและผลผลิตของต้นไม้ผล โดยพยายามมองที่ขนาดพุ่มต้นเมื่อมีการเจริญเติบโตเต็มที่เป็นหลักหรือเป็นแนวทางของการปฏิบัติ ทั้งนี้ สภาพของสวนที่ใช้ปลูกยังมิได้ดำเนินการในแบบพืชชนิดเดียว (monoculture) แต่อยู่ในแบบของสวนผสมของพืชหลายชนิด (mixed cropping) เกษตรกรส่วนใหญ่จึงใช้ขนาดพุ่มต้นไม้ผลที่เจริญเต็มที่และให้ผลิตผลต่อต้นมากเป็นหลักฐานของการอ้างอิงทั้งในส่วนของชาวสวนและนักวิชาการมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากลักษณะของระยะปลูกที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสเกือบทั้งหมดเพื่อความสะดวกในการคำนวณและเนื่องจากไม่มีการนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ในสวนมากนัก อาจเป็นเพราะยังคงพึ่งพาจากแรงงานคนที่มีอยู่มากมายและราคาถูกเป็นหลัก นอกจากนั้นเทคโนโลยีในด้านของการควบคุมขนาดพุ่มต้น (canopy size control) ก็ยังไม่เป็นที่เข้าใจกัน รวมทั้งในเรื่องของการจัดทรง (training) และการตัดแต่งกิ่ง (pruning) เพื่อให้ได้โครงสร้างของพุ่มต้น (framework) ซึ่งมีผู้เข้าใจในสิ่งเหล่านี้น้อยมาก กรรมวิธีที่ปฏิบัติกันมักเป็นการคาดเดาหรือนำตำราคำแนะนำจากต่างประเทศมาใช้โดยหาได้เข้าใจถึงธรรมชาติของไม้ผลเขตหนาวและไม้ผลเขตร้อนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ พัฒนาการเกษตรของประเทศไทยได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วซึ่งมักรวมถึงไม้ผลชนิดต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ ในอดีตภาครัฐมิได้เคยให้ความสำคัญในส่วนนี้แต่อย่างใดจนกระทั่งเข้ามาถึงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (2530-34) จึงได้เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น จากการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดความต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลใหกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกไม้ผลที่ยังคงใช้วิธีการผลิตในรูปแบบเดิมมาโดยตลอด โดยที่ภาวะการแก่งแย่งแรงงานระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวเสมอมาว่าภาคเกษตรจะต้องเป็นผู้แพ้อย่างแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ เกษตรกรหรือชาวสวนผู้ผลิต ไม้ผลคงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการปรับตัวเองให้ลดการพึ่งพาแรงงานคนให้น้อยลงและทดแทน แรงงานเหล่านี้ด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่าง ๆ ซึ่งกระทำได้หลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การควบคุมความสูงพุ่มต้นให้เตี้ยลง การควบคุมขนาดพุ่มต้นให้เล็กลงอันส่งผลให้สามารถเพิ่มจำนวนต้นปลูกให้ถี่มากขึ้นได้ รวมทั้งการใช้เครื่องพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เปลี่ยนจากการใช้ระบบเครื่องยนต์แรงอัดสูงมาเป็นระบบแอร์บลาสท์ (air blast) เป็นต้น การที่จะปรับเปลี่ยนนี้ชาวสวนส่วนใหญ่แม้ว่าจะประสบกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็อาจไม่สามารถปรับตัวได้ทันทั้งในด้านของสภาพสวนที่เป็นแบบเก่า (แต่ยังคงความ รู้สึกที่ฝังหัวแบบรุ่นเก่าอยู่) อีกเป็นจำนวนมากก็ยังไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทันเช่นกัน สำหรับการนำเสนอเอกสารนี้จึงมุ่งเน้นเพื่อนำข้อมูลที่ได้มีการศึกษาไว้รวมทั้งหลักสำคัญต่างๆ ที่จะต้องคำนึงถึงมาเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาถึงการจัดทรงพุ่มของไม้ผลอันเป็นการช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดีมากยิ่งขึ้น สำหรับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อด้านการจัดทรงพุ่มต้นไม้ผลซึ่งควรพิจารณาร่วมกันด้วยนั้น ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ทั้งนิสัยของต้นไม้เอง รวมทั้งวิธีการของการปฏิบัติที่จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ผล ซึ่งเป็นสิ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงการออกดอกและติดผลของไม้ผลชนิดนั้นๆ ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 1. นิสัยการออกดอกของต้นไม้ผล ไม้ผลที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดจัดเป็นไม้ผลเขตร้อน (tropical fruit crops) และไม้ผลเขตกึ่งร้อน (subtropical fruit crops) อย่างไรก็ตาม ไม้ผลเหล่านี้สามารถจัดกลุ่มตามธรรมชาติของนิสัยการออกดอก (flowering habit) ได้เป็น 3 ลักษณะด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่นักไม้ผลทุกคนจะต้องทำความเข้าใจต่อนิสัยการออกดอกของไม้ผลชนิดนั้นเสียก่อนจึงจะสามารถดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ต่อไปได้ทั้ง 3 ลักษณะดังนี้ (1) ออกดอกจากปลายยอดที่โผล่ขึ้นมาใหม่ ไม้ผลที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ มีนิสัยการออกดอกที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการผลิยอดอ่อน (flush) หากกิ่งไม่มีการผลิยอดใหม่โอกาสที่จะได้ดอกนั้นมีน้อยมากหรือไม่มีเลย แม้ว่าอาจมีดอกเกิดขึ้นได้ ตาดอกเหล่านี้มักอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ โอกาสติดผลจึงมีอยู่ต่ำ มาก ต้นไม้ผลที่พบมีการออกดอกในลักษณะเช่นนี้ ได้แก่ ฝรั่ง น้อยหน่า ส้มต่าง ๆ (citrus ทุกชนิดรวมทั้งมะนาว ส้มโอ ฯลฯ) มะขาม กระท้อน องุ่น พลับ และพุทรา เป็นต้น (2) ออกดอกจากปลายยอดที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ส่วนของยอดอ่อนที่ผลิขึ้นมาจะต้องเจริญเติบโตจนกระทั่งใบสุดท้ายไม่อยู่ในสภาพอ่อน [โดยทั่วไปมักเรียกว่า ใบแก่จัด แต่การใช้คำว่า แก่จัด (fully mature) นั้น อาจสื่อความหมายผิดพลาดไปได้เป็น ความชราภาพ (senescence)] ส่วนของตายอด (terminal bud หรือ apical bud) เมื่ออยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมจะมีการเปลี่ยนจาก ตาใบ (vegetative bud) ไปเป็น ตาดอก (flower bud) เมื่อตายอดเปลี่ยนไปเป็นตาดอกแล้ว จึงถือเป็นการสิ้นสุดการเจริญเติบโตทางกิ่งใบของตายอดของกิ่งนั้น กิ่งที่จะเจริญขึ้นมาใหม่จึงเกิดจากตาข้างที่อยู่ใต้ ตายอดลงมาซึ่งยังสภาพเป็นตาใบอยู่ ตัวอย่างของไม้ผลเหล่านี้ได้แก่ มะม่วง ลิ้นจี่ ลำไย มังคุด และมะกอกฝรั่ง เป็นต้น (3) ออกดอกจากส่วนของกิ่งหรือลำต้น ส่วนที่เกิดตาดอกของไม้ผลเหล่านี้จะอยู่ที่ส่วนของลำต้นหรือกิ่งที่มีอายุมากกว่า 1 ฤดูกาลของการเติบโต โดยที่ส่วนของกิ่งได้มีการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ไม้ผลที่พบการออกดอกในลักษณะนี้ ได้แก่ ขนุน ทุเรียน จำปาดะ ลองกอง ลางสาด ชมพู่ทุกชนิด กาแฟ มะยม มะเฟือง มะไฟ ระไม และลังแข เป็นต้น สำหรับไม้ผลเขตหนาว (temperature fruit crops) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นไม้ผลัดใบ (deciduous) มีอุปนิสัยของการเจริญเติบโตและการออกดอกที่แตกต่างออกไปจากไม้ผลไม่ผลัดใบ (ever-green) โดยที่ส่วนของตาดอกจะสร้างขึ้นมาข้ามปี ซึ่งตาดอกที่สร้างขึ้นมาในปีนี้จะไปเจริญเติบโตและบานพร้อมกับติดผลในปีต่อมา ถ้าเป็นแอปเปิ้ลและสาลี่แล้ว ตาดอกจะสร้างขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิต่อกับช่วงฤดูร้อน อันตรงกับช่วงที่มีการติดผลและผลกำลังเจริญเติบโต ส่วนพวกท้อและ prunus อื่นๆ การสร้างตาดอกจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนต่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงภายหลังการเก็บเกี่ยวผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้น ปริมาณการติดผลในปีนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อปริมาณของตาดอกที่จะสร้างขึ้นใหม่สำหรับในปีหน้าได้น้อยลง อันทำให้ปริมาณของผลผลิตในปีต่อมาน้อยลงตามไปด้วย จึงเกิดเป็นภาวะของการออกดอกติดผลเว้นปีขึ้น (alternate bearing) 2. ขนาดทรงพุ่มต้นไม้ผลโดยธรรมชาติ ไม้ผลยืนต้นโดยธรรมชาติของการเจริญเติบโตนั้น สามารถจัดแบ่งได้เป็นกลุ่มตามขนาดทรงพุ่มเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ซึ่งโดยทั่วไปมักนิยมจัดแบ่งไว้เป็น 3 กลุ่ม คือ ไม้ผลที่มีทรงพุ่มขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยที่วัดจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่มเป็นหลัก ดังมีขนาดระหว่าง 3-5 เมตร 5-8 เมตร และขนาดมากกว่า 10 เมตรขึ้นไป ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังต้องศึกษาถึงนิสัยการเจริญเติบโตในด้านที่เกี่ยวกับการแผ่ของทรงพุ่ม โดยบางชนิดอาจมีแนวโน้มที่อาจสามารถที่จะควบคุมให้มีขนาดเล็กลงหลายเท่าได้ เช่น ชมพู่ มะม่วง มะขาม ในขณะที่ไม้ผลอีกหลายชนิดนั้น โอกาสที่จะให้เล็กลงไปอย่างมากคงเป็นไปได้ในวงจำกัด เช่น ทุเรียน นอกจากนี้ สัดส่วนของการ แบ่งปันคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate partitioning) ภายในพุ่มต้นไม้ผลระหว่างต้นที่มีขนาดเล็กและต้นที่มีขนาดใหญ่นั้นก็แตกต่างกันอย่างมาก จากการศึกษาในแอปเปิ้ลที่เปรียบเทียบระหว่างต้นเล็กและ ต้นใหญ่ พบว่า ในต้นแอปเปิ้ลที่มีขนาดเล็กนั้น เปอร์เซ็นต์ของคาร์โบไฮเดรตที่แบ่งปันให้กับส่วนดอกผลจะมีอยู่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับต้นที่มีขนาดใหญ่ซึ่งสัดส่วนของอาหารส่วนมากกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นส่วนของเนื้อไม้ (woods) ทั้งลำต้น กิ่ง และรากมากกว่า ในขณะเดียวกัน ต้นที่มีการติดผลสูง การเจริญเติบโตของส่วนต้นโดยเฉพาะระบบรากจะหยุดชะงัก ทั้งนี้ เนื่องจากการแบ่งปันปริมาณคาร์โบไอเดรตที่ใบสร้างขึ้นนั้น ส่วนของผลจะมีแรงในการดูดดึงได้สูงกว่าส่วนราก ดังตารางและภาพข้างล่างนี้ ขนาดพุ่มต้น ผล (%) ใบ (%) เนื้อไม้ (%) เล็ก 77.0 8.5 14.5 ใหญ่ 45.0 13.0 42.0 แม้ว่าแอปเปิ้ลจัดเป็นไม้ผลเขตหนาวก็ตาม แต่เปอร์เซ็นต์ของการแบ่งปันคาร์โบไฮเดรตในต้นไม้ผลของประเทศไทยซึ่งเป็นไม้ผลเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนก็ไม่คิดว่าจะแตกต่างออกไปจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นนี้อย่างมากมาย โดยที่คาดว่าสัดส่วนนั้นน่าจะมีส่วนของใบมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากไม้ผลในประเทศไทยนั้นมีการเจริญเติบโตค่อนข้างต่อเนื่องตลอดปี และในปีหนึ่ง ๆ ต้นยังมีการผลิใบอยู่ถึง 2-3 ชุดด้วยกัน 3. สรีรวิทยาของการออกดอก (physiology of flowering) การออกดอกของไม้ผลนั้นมีสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนยอดและส่วนราก (root-shoot interrelationship) ความสมบูรณ์ต้น สภาพแวดล้อมต่าง ๆ (เช่น ความหนาวเย็น ปริมาณน้ำฝน ความแล้ง ฯลฯ) และการ ควบคุมการเจริญทางกิ่งใบ สำหรับในไม้ผลยืนต้นนั้น แนวความคิดในปัจจุบันที่เกี่ยวกับการออกดอกจะมุ่งเน้นไปยังเรื่องการปรับสมดุลระหว่างการเจริญทางกิ่งใบและการออกดอก (vegetative growth VS reproductive growth) โดยยึดหลักของการออกดอกไม้ผลว่า จะสามารถควบคุมการเจริญเติบโตทางกิ่งใบได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งต้นไม้ผลก่อนที่จะมีการออกดอกนั้นการเจริญทางกิ่งใบจะลดต่ำลง จากหลักการนี้ การที่จะจัดทรงพุ่มให้มีการออกดอกได้ดีก็จำเป็นต้องนำมาพิจารณาประกอบไปพร้อมกันด้วย 4. การควบคุมขนาดพุ่มต้น (size control) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ต้นไม้รุ่นเก่ามักปล่อยให้มีทรงพุ่มต้นเจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่ แต่มักประสบกับปัญหาในด้านการดูแลรักษาเพื่อให้ได้คุณภาพสูง การควบคุมให้ทรงพุ่มต้นไม้ผลมีขนาดเล็กลงจึงเป็นสิ่งที่ต้องการในแง่ของการจัดการ อย่างไรก็ตาม การที่จะ ควบคุมพุ่มต้นให้มีขนาดเล็กลงได้นั้น อาจกระทำได้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ (1) การใช้ต้นตอแคระ (dwarf rootstock) อิทธิพลของต้นตอบางชนิดสามารถก่อให้การเจริญเติบโตของยอดพันธุ์ (scion) ลดลงได้หรือแสดงอาการของความแคระ (dwarfism) ปรากฏให้เห็นที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายพบอยู่ในไม้ผล 2 ชนิดด้วยกัน คือ แอปเปิ้ล และส้ม สำหรับในแอปเปิ้ลได้มีการใช้ ต้นตอแคระนี้มาเป็นเวลานานมากกว่าศตวรรษแล้ว พันธุ์ต้นตอที่ได้คัดไว้มีระดับของความแคระแตกต่างกัน ที่นิยมใช้กันมากมี 3 พันธุ์ด้วยกัน คือ M9, M26 และ M106 ที่ให้ความแคระในระดับ ¼ 1/3 และ ½ ของขนาดต้นมาตรฐานตามลำดับ นอกจากนี้ ยังได้มีการศึกษาถึงการใช้ต้นตอแคระเหล่านี้มาเป็นชิ้นส่วนของต้นตอกลาง (intermediate) ของกันและกันด้วย เช่น ใช้ M106 เป็นต้นตอแล้วใช้ M9 หรือ M26 มาเป็นส่วนของต้นตอกลาง ในกรณีเช่นนี้ สามารถเพิ่มความแคระของยอดพันธุ์ลงไปได้อีก สำหรับความยาวของชิ้นส่วนต้นตอกลางนี้มีบทบาทต่อระดับของความแคระด้วย (ดูภาพประกอบ) ต้นตอกลางยิ่งยาวมากความแคระยิ่งเพิ่มขึ้น ส่วนในส้ม (citrus) ทั้งชนิดและพันธุ์ต่างๆ ก็ได้มีการศึกษาถึงต้นตอด้วย เช่น ส้มสามใบ (Poncirus trifolialta – trifoliate orange) ที่ใช้กับส้ม Satsuma ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ หรือลูกผสมของส้มสามใบที่เรียกว่า ซิแตรงค์ (citrange) ซึ่งพันธุ์ที่รู้จักกันดี คือ ‘Troter’ และ ‘Carrizo’ ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางของแหล่งปลูกส้มทั่วโลก ก็แสดงอาการแคระของยอดพันธุ์ด้วยเช่นกัน สำหรับไม้ผลที่ปลูกกันอยู่ในประเทศไทยยังมิได้มีการศึกษาถึงอิทธิพลของความแคระของต้นตอแต่อย่างใด เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า การที่ต้นตอสามารถแสดงอิทธิพลของความแคระให้กับยอดพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นแอปเปิ้ล หรือส้ม หรือสาลี่ หรือพืชใด ๆ ก็ตาม ต้นตอนั้นจะต้องมาจากพืชชนิด (species) อื่น มิใช่เพียงแค่ต่างพันธุ์กันที่อยู่ในชนิดเดียวกันเท่านั้น เคยมีนักวิชาการบางท่านได้กล่าวอ้างถึงความสำเร็จของการใช้มะม่วงที่ต่างพันธุ์กัน (ซึ่งมะม่วงทุกพันธุ์ที่ใช้ปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ในชนิดเดียวกัน คือ Mangifera indica) แล้วสามารถก่อให้เกิดความแคระขึ้นได้ จึงยังเป็นสิ่งที่คลางแคลงใจอยู่เสมอ ซึ่งเชื่อได้อย่างแน่นอนว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก (2) การใช้สารเคมี สารเคมีหลายชนิดสามารถก่อให้เกิดความแคระกับต้นไม้ได้โดยเฉพาะสารในกลุ่มชะลอการเจริญเติบโต (growth retardants) เช่น พาโคลบิวทราโซล (paclobutrazol) ยูนิโคนาโซล (uniconazol) คลอมิควอทคลอไรด์ (chlormequat chloride หรือ cycocel; CCC) และดามิโนไซด์ (daminozide หรือ Alar) เป็นต้น อิทธิพลของสารเหล่านี้มีผลทำให้ต้นเจริญเติบโตช้าลง จึงก่อให้เกิดความแคระของต้นขึ้น อย่างไรก็ตาม อิทธิพลดังกล่าวเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อฤทธิ์ของสารเหล่านี้หมดลงหรือสลายตัวไปก็ไม่สามารถส่งผลของความแคระได้อีก การใช้สารเหล่านี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี อาจส่งผลให้ต้นไม้มีการชะงักการเจริญเติบโตโดยเฉพาะในส่วนของระบบราก ต้นอาจมีอายุสั้นลงและตายได้ นอกจากนี้ การใช้สารเคมีเหล่านี้ยังคงต้องคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมให้มากด้วย (3) การจัดทรงและการตัดแต่ง (training and pruning) การโน้มกิ่ง (bending) ทำให้ต้นมีการเจริญทางกิ่งใบลดลง ในขณะเดียวกัน การตัดแต่งก็เป็นการควบคุมขนาดพุ่มต้นที่ได้ผลดีที่สุด โดยการยึดหลักว่า “ยิ่งตัดมาก ต้นยิ่งแคระมาก” การปฏิบัติอย่างถูกวิธีจะทำให้สามารถควบคุมขนาดพุ่มต้นของไม้ผลให้ได้ขนาดตามต้องการได้ แต่ทั้งนี้ จะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของต้นไม้ผลและนิสัยการออกดอกด้วย จากทั้ง 3 กรรมวิธีที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่ามีเพียงกรรมวิธีเดียว คือ การจัดทรงและการตัดแต่งเท่านั้น ที่สามารถนำมาใช้สำหรับการควบคุมขนาดพุ่มต้นกับต้นไม้ผลในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนของประเทศไทยได้ 5. การรับแสงของทรงพุ่ม (light perception) พืชสร้างอาหารได้จากระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) จากส่วนของใบที่มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) เมื่อใบที่ทำหน้าที่สร้างอาหารโดยอาศัยพลังงานจากแสงแดด ดังนั้น “การจัดการทรงพุ่มต้นของไม้ผลให้ใบทุกใบที่อยู่บนต้นให้ความสามารถและประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงสูงที่สุดจึงเป็นหลักการและเหตุผลที่จะต้องคำนึงถึงในการปฏิบัติ” พุ่มต้นที่มีขนาดใหญ่ มีใบแน่นทึบ จะเกิดการบดบังแสงของใบที่อยู่ชั้นนอกหรือชั้นผิวส่วนใบที่อยู่ชั้นในๆ ที่ลึกเข้าไปจะถูกบดบังแสงมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งไม่มีแสงสามารถส่องผ่านลงมาได้เลย เมื่อเป็นดังนั้น ใบที่ไม่ได้รับแสงหรือได้รับแสงน้อย การสร้างอาหารของใบนั้นจึงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในตัวเอง จำเป็นต้องดูดดึงอาหารจากส่วนอื่นหรือใบอื่นที่สร้างอาหารได้มากกว่ามาช่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หากพุ่มต้นที่มีการปลูกในระยะที่ชิดมากและแน่นทึบ ต้นมักมีการทิ้งใบอย่าง รุนแรง โดยทั่วไปแล้ว “การส่องผ่านของแสงเข้าไปยังพุ่มต้นจะมีชั้นความลึกประมาณ 1 เมตร” ใบที่อยู่ลึกมากกว่า 1 เมตรอาจไม่ได้รับแสงเลย ในต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่และเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 เมตร สามารถแบ่งชั้นของการรับแสงได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน ชั้นใบ การรับแสง(%) เนื้อที่ของทรงพุ่ม% ชั้นนอก 100-60 33 ชั้นกลาง 59-30 38 ชั้นในสุด 29-0 29 การขยายขนาดของพุ่มต้นไม้จะทำให้สัดส่วนของชั้นในสุดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ต้นไม้ผลที่มีขนาดพุ่มใหญ่มากขึ้น พื้นที่ส่วนที่ไม่ได้รับแสงก็จะมีขนาดใหญ่มากขึ้นตามไปด้วย หรืออาจกล่าวได้ว่า สัดส่วนของพื้นที่ที่จะให้ดอกผลของพุ่มต้นจะลดลงตามลำดับของการเพิ่มขนาดพุ่มต้น ทั้งนี้ เนื่องจากการส่องผ่านของแสงสามารถทะลุทะลวงผ่านพุ่มต้นจะลดลงตามลำดับของความลึกไม่เกิน 1 เมตรดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในทางกลับกัน หากสามารถลดพุ่มต้นให้เล็กลงได้ตามลำดับ ก็จะเป็นการลดพื้นที่ส่วนของชั้นในสุดที่ไม่ได้รับแสงให้เหลือน้อยลง หรือพื้นที่ส่วนที่ไม่ได้รับแสงนี้จะมีอยู่ต่ำมาก เช่น หากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของพุ่มต้นลดลงจาก 6 เมตรมาเป็น 5,3.75 และ 2.5 เมตร ส่วนของพื้นที่ชั้นในสุดที่ไม่ได้รับแสงนี้จะลดลงจาก 29 % เหลือเพียง 24.4, 12.5 และ 1.6 % ตามลำดับ (ดูภาพประกอบ) ในอดีตนั้น นักวิชาการได้แนะนำการตัดแต่งกิ่งโดยใช้หลักการที่กำจัดเอาเฉพาะส่วนของกิ่งที่อยู่ชั้นในทรงพุ่มที่ไม่ได้รับแสงออกไปเพียงอย่างเดียวส่งผลให้มีขนาดพุ่มต้นโตมากขึ้นทุกปีเนื่องจากส่วนของกิ่งทางด้านชายพุ่มที่ไม่ได้รับแสงออกไปเพียงอย่างเดียวส่งผลให้มีขนาดพุ่มต้นโตมากขึ้นทุกปี เนื่องจากส่วนของกิ่งทางด้านชายพุ่มจะยืดยาวออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ในบริเวณส่วนกลางพุ่มซึ่งไม่สามารถให้ดอกผลได้นั้นมีขนาดใหญ่มากขึ้น หรือสัดส่วนของพื้นที่ที่ให้ดอกผลของต้นลดน้อยลง 6. ระยะปลูกและการบังแสง (planting distance and shading) การบังแสงนอกเหนือจากพื้นที่เกิดขึ้นภายในพุ่มต้นแล้ว ระยะปลูกที่ชิดมากจนเกินไปอีกทั้งจากความสูงของพุ่มต้นข้างเคียงก็ก่อให้เกิดการ บังแสงขึ้นได้อย่างมาก ในอดีตมักแนะนำให้ใช้ระยะปลูกในแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส เช่น 10 x 10 เมตร อีกทั้งยังได้มีการเสนอความคิดของการปลูกระยะชิดจากนักวิชาการบางท่านโดยไม่มีมาตรการของการควบคุม ทรงพุ่มอย่างมีประสิทธิผล ปัญหาของการบังแสงของพุ่มต้นข้างเคียงจึงติดตามมา เช่น การปลูกมะม่วงระยะชิดในแบบ 2.5 x 2.5 เมตร เมื่อพุ่มต้นชนกันจนแน่นทึบ จึงหาทางแก้ปัญหาด้วยการแนะนำให้ขุดต้นเว้นต้นขยายระยะให้เป็น 5 x 5 ซึ่งเป็นการลดจำนวนต้นปลูกลงไปถึง 3 ใน 4 ของต้นที่ปลูกอยู่เดิม การวางแผนผังสวนที่ดีไม่ควรจะต้องมาแก้ปัญาในสิ่งเหล่านี้ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า คำแนะนำดังกล่าวนั้น มีเทคโนโลยีเพียงครึ่งท่อนเท่านั้น การควบคุมความสูง (height control) ของต้นไม้ผลจะต้องคำนึงถึงธรรมชาติการเจริญเติบโตและนิสัยการออกดอกของต้นไม้ผลด้วย ซึ่งความสูงนี้จะต้องไม่ก่อให้เกิดการบังแสงต่อพุ่มต้นข้างเคียง เมื่อมีการใช้เครื่องจักรกลเข้ามาทดแทนแรงงานในสวนไม้ผล ระยะปลูกระหว่างแถวจึงจำเป็นต้องขยายออกไปโดยที่ต้องเผื่อไว้ประมาณ 2 เมตร ดังนั้น รูปแบบของการปลูกจึงแปรเปลี่ยนไปเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า เช่น 4 x 6 เมตร หรือ 3 x 6 เมตร เป็นต้น เมื่อเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า การจัดวางแนวของแถวจึงต้องเป็นไปในแนว “ขวางตะวัน” หรือให้แนวแถวจัดอยู่ในทิศเหนือ – ใต้ เพื่อที่จะลดการบดบังแสงของต้นที่อยู่ข้างเคียงของทางด้านทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก ในส่วนของการจัดระยะปลูกนี้ จึงต้องใช้หลักเกณฑ์ของ 2 สิ่งมาประมวลเข้าด้วยกัน คือ ความสามารถในการควบคุมขนาดพุ่มต้น และ ความสามารถในการควบคุมความสูงของพุ่มต้น (ดูภาพประกอบ) 7. การจัดทรงและการตัดแต่ง (training and pruning) การจัดทรง (training) นั้นเป็นการทำให้มี โครงสร้างหลักที่ต้องการตามที่ได้วางแผนไว้ อันถือเป็น “ระบบ” (system) ต่าง ๆ ตามความต้องการของไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งต้นไม้ผลแต่ละชนิดนั้นจะต้องคำนึงนิสัยการเจริญเติบโต ธรรมชาติของการออกดอก ฯลฯ โดยยึดหลักให้ต้นมีพื้นที่ผิว (surface area) ของการรับแสงหรือเพื่อการสังเคราะห์แสงที่ดีที่สุด ส่วนการตัดแต่ง (pruning) เป็นกรรมวิธีหรือขั้นตอนของการปฏิบัติ (procedure) ในอันที่จะให้ต้นไม้ผลมีระบบของรูปทรงตามที่ได้วางไว้ หากจะแบ่งระยะของการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ต้องการใช้หลักของทั้งสองด้านแล้ว แบ่งได้เป็น 2 ระยะด้วยกัน คือ (1) ระยะที่ต้นไม้มีขนาดเล็ก การปฏิบัติจะพบว่า มีการมุ่งเน้นเรื่องของการจัดทรง การบังคับมุมกิ่ง การดัดกิ่ง หรือการโน้มกิ่งตามโครงสร้างหลักที่ได้วางไว้ ในขณะเดียวกัน การตัดแต่งก็ต้องกระทำไปพร้อมกันโดยการมุ่งเพื่อกำจัดกิ่งที่ไม่ต้องการออกไป หรือเป็นการตัดแต่งเพื่อลดความกร้าวของบางกิ่ง (vigorous limb) ให้ชะลอลงเพื่อให้มีรูปทรงที่ต้องการ (2) ระยะต้นไม้โตเต็มที่ เมื่อต้นไม้ผลเจริญเติบโตเต็มที่และมีระบบของรูปทรงตามที่ต้องการแล้ว การะทำ training ก็ลดน้อยลง เหลือเพียงการบังคับบางกิ่งที่อาจเกิดขึ้นใหม่ให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการเท่านั้น ส่วนการตัดแต่งจะมีการกระทำที่มากกว่าโดยเฉพาะในเรื่องของการควบคุมขนาดพุ่มไม่ให้ใหญ่เกินไป รวมทั้งการตัดแต่งเพ่อควบคุมรูปทรงและขนาดให้อยู่คงเดิม การจัดทรงและการตัดแต่งนั้นเป็นทั้งทางวิทยาศาสตร์ (science) และศิลปะ(art) ซึ่งผู้ที่จะกระทำต้องมีทั้งสองสิ่งที่อยู่ในหัวใจ นอกจากนี้ ยังต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของต้นไม้ที่แสดงออกถึงการตอบสนองต่อทั้งสองกรรมวิธีด้วย 8. การใช้เครื่องจักรกล (mechanization) เมื่อมีระบบของการปลูกที่ต้องจัดการจัดทรงพุ่มดังที่ได้วางแผนไว้นั้น ระยะปลูกนั้นจักต้องเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าระยะไว้สำหรับเครื่องจักรกลที่จะเข้ามาทดแทนแรงงานคนที่หายากมากขึ้นและค่าจ้างที่สูงขึ้น การควบคุมขนาดของพุ่มต้นที่จะให้ผลดีแล้ว เครื่องตัดแต่ง (pruning machine) จะมีบทบาทสำคัญอย่างมาก สวนไม้ผลรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นสวนขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ควรต้องมีการวางแผนระยะปลูกสำหรับเครื่องจักรกลด้วย เอกสารประกอบการเรียบเรียง รวี เสรฐภักดี, เจษฎา ภัทรเลอพงศ์ และพัชรี บุญกอแก้ว. 2540. การสังเคราะห์แสงของมะม่วง. เอกสารเผยแพร่ในนิทรรศการงานสันเกษตรแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2540 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

จำหน่ายกิ่งตอนแป้นพิจิตร 1 ซื้อ 5 กิ่งแถมฟรี 1 กิ่งๆละ 50 บาท

จำหน่ายกิ่งตอนแป้นพิจิตร 1 ซื้อ 5 กิ่งแถมฟรี 1 กิ่งๆละ 50 บาท สั่งเลยช่วงโปรโมชั่นกิ่งตอน ซื้อ 5 แถม 1 กิ่งละ 50 บาท e-mail: nontolo@outlook.com บทความดีๆ สำหรับท่านที่ต้องการปลูกมะนาวครับ รองศาสตราจารย์ ดร. รวี เสรฐภักดี กูรูด้านมะนาวและมะกรูด โดยเฉพาะศาสตร์แห่งการผลิตมะนาวนอกฤดู จากศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้กล่าวถึงมะนาวและมะกรูดตัดใบว่า ในช่วงระยะเวลานับสิบปีที่ผ่านมา การตลาดมะนาวของไทยยังมีรูปลักษณ์ที่มิได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พบว่ามะนาวมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ทำให้ราคาที่จำหน่ายได้ตกต่ำลงอย่างมากจนเกือบไม่มีราคาและเริ่มขยับสูงขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปและมีราคาสูงที่สุดในช่วงระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายนอันเรียกกันทั่วไปว่า “มะนาวหน้าแล้ง” ส่งผลให้ราคามะนาวที่เกษตรกรจำหน่ายได้มีราคาสูงมากขึ้นหลายสิบเท่าตัว วงจรดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำซากติดต่อกันมาทุกปีจากอดีตถึงปัจจุบันโดยยังไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ ส่วน “มะกรูด” ซึ่งเป็นพืชที่มีการบริโภคทั้งใบและผลนั้น แต่ละปีความต้องการจากตลาดคิดเป็นปริมาณอย่างมหาศาลทั้งภายในประเทศและส่งออก โดยเฉพาะ “ใบมะกรูด” มีบริษัทส่งออกที่ต้องการซื้อเป็นจำนวนมากและให้ราคาอย่างน่าสนใจ แต่ทว่าปัญหาคือไม่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลผลิตได้แน่นอน จากการผลิตส่วนใหญ่ไม่มีระบบการจัดการดูแลอย่างถูกหลักวิธี พบว่าในบางช่วง อย่างเช่น หน้าแล้ง มีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดได้น้อยและคุณภาพก็ไม่ค่อยเป็นไปตามที่ตลาดต้องการมากนัก อาทิ ใบเล็ก ใบลาย (ไม่สวย) ใบเป็นโรค และอื่นๆ ซึ่งเมื่อเกิดการขาดแคลนจึงทำให้ราคาสูงขึ้น (แพง) เช่นเดียวกันกับมะนาว การนำหลัก “การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่” ที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ การเตรียมดิน โดยเน้นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินก่อนทำการเพาะปลูกพืช ด้วยการใส่ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยพืชสด (การปลูกพืชตระกูลถั่ว) พร้อมไถกลบเพื่อช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ-ปุ๋ยในดินต่อไป มีการระบายน้ำที่ดี เช่น การยกร่องปลูกหรือขึ้นลูกฟูกเพื่อช่วยระบายน้ำได้ดีภายในแปลง, การปลูก โดยเฉพาะ “การปลูกระยะชิด” มีการนำความรู้เรื่อง “การตัดแต่งกิ่ง” เข้ามาใช้ในการจัดการควบคุมทรงพุ่ม, จัดโครงสร้างของต้นเพื่อการสร้างผลผลิตตามที่ต้องการ ควบคู่ไปกับ การจัดการดูแล โดยมีระบบการให้น้ำที่สม่ำเสมอและเพียงพอแก่ความต้องการของพืช การจัดการธาตุอาหารหรือปุ๋ยที่ให้อย่างเหมาะสมกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโตพืช เป็นต้น จะทำให้ช่วยจัดการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ “ต้นทุนการผลิต” ก็ไม่สูงมากนัก จึงถือเป็นอีกทางเลือกในการทำเกษตรโดยใช้พื้นที่น้อย แต่สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้อย่างคุ้มค่า การสร้างสวนมะนาวและมะกรูดที่ปลูกด้วย “ระยะชิด” รศ.ดร. รวี ได้อธิบายให้ฟังว่า การปลูกมะนาวระยะชิดคือ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการควบคุมทรงพุ่มของเจ้าของสวนเป็นหลัก หากเป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ที่แนะนำให้ใช้คือ 2x4 เมตร หรือประมาณ 200 ต้น/ไร่ แต่ถ้าปลูกลงในแปลงหรือการปลูกลงดินทั่วไปแนะนำให้ใช้ 3x5 เมตร หรือประมาณ 105-110 ต้น/ไร่ ทั้งนี้ต้องมีการจัดการทรงพุ่มที่ดีตั้งแต่เริ่มต้นด้วย จะทำให้ปัญหาเรื่อง “การค้ำกิ่ง” น้อยและปัญหาลูกห้อยติดพื้นก็จะไม่มี โดยใน 1 ต้น จะควบคุมให้มีกิ่งหลักหรือแขนงหลักไม่เกิน 3-4 กิ่ง/ต้น สำหรับไว้คอยรับน้ำหนักของผลผลิตจะออกมา ในขณะที่การควบคุมทรงพุ่มคือถ้าปลูก 3x5 หมายความว่า ระหว่างแถว 5 เมตร ระหว่างต้น 3 เมตร เพราะฉะนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางของทรงพุ่มที่อนุญาตให้แตกออกได้ก็คือไม่เกิน 3 เมตร อย่างไรก็ตาม การตัดแต่งกิ่งจะเริ่มทำหลังจากปลูกได้ 1 เดือนไปแล้ว ทั้งการตัดเพื่อควบคุมความสูง (กิ่งกระโดง) และการตัดเพื่อให้แตกพุ่มเร็วสามารถสร้าง “ผลผลิต” ที่ต้องการได้เร็วขึ้น และหากควบคู่ไปกับการให้น้ำ-ให้ปุ๋ย (ใช้สูตรโยกหน้า) อย่างต่อเนื่อง อายุต้นเพียง 6 เดือน สร้างพุ่ม 1 เมตร ได้สบายๆ พร้อมเริ่มทำการบังคับผลผลิตนอกฤดูได้เลย ส่วนการปลูกมะกรูดตัดใบโดยใช้ระยะชิด เบื้องต้นต้องทำการเตรียมดินให้ดี ใส่ปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ หรือเพิ่มอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชตระกูลถั่ว (ปุ๋ยพืชสด) เช่น ปอเทือง ปลูกจนถึงออกดอกแล้วไถกลบไปก่อนสัก 2-3 รอบ จากนั้นจึงยกร่อง (ขึ้นลูกฟูก) เพื่อการระบายน้ำที่ดีก่อนปลูก ใช้ระยะปลูก 50x50 ซม. แบบสลับฟันปลา หรือประมาณ 5,000 ต้น/ไร่ มีการค้ำต้นด้วยไม้หลักที่ปักทำมุม 60 องศากับพื้น เพื่อช่วยป้องกันรากคลอน/ขาดที่จะทำให้ต้นหยุดชะงักการเจริญเติบโตหรือตายได้ โดยใน 1 ต้น จะควบคุมให้มีกิ่งหลักหรือแขนงหลักเพียง 2-3 กิ่ง/ต้น ซึ่งแต่ละกิ่งก็จะแตกใหม่ได้อีก 2-3 กิ่ง หรือรวมแล้วทั้งหมดจะไว้เพียง 6 กิ่ง/ต้นเท่านั้น ทำให้ได้ผลผลิต (ใบมะกรูด) ที่มีคุณภาพดี ใบใหญ่ สวย ได้น้ำหนักดีกว่า การบำรุงดูแล : ทั้งสวนมะนาวก่อนให้ผลผลิตและมะกรูดตัดใบ ต้อง “ให้น้ำ” อย่างเพียงพอและมีความต่อเนื่อง ภายในแปลงผลิตหรือในวงบ่อฯที่ปลูกมะนาวต้องมีการระบายน้ำที่ดีด้วย เพื่อป้องกันรากเน่าและให้ผลตอบสนองต่อการบังคับนอกฤดูที่ดีด้วย ส่วน “การให้ปุ๋ย” จะเน้นสูตรตัวหน้า (N) สูง ซึ่งสัดส่วนที่ให้ก็คือ 3 : 1 : 2 หรือ 4 : 1 : 3 หรือ 5 : 1 : 4 โดยจะเรียกกันว่า “สูตรโยกหน้า” เช่น ปุ๋ยสำเร็จรูปสูตร 21-7-14 ก็ใช้ได้ ปุ๋ยสูตรโยกหน้าจะช่วยเพิ่มความแกร่งให้กับเนื้อไม้ ป้องกันการฉีก หัก ของกิ่ง-ต้นได้ การให้ปุ๋ยไม่ควรทิ้งระยะเกิน 1 เดือน/ครั้ง หากกรณีของสภาพดินที่เป็นดินทรายไม่ควรเกิน 15 วัน/ครั้ง หรืออาจใช้หลักการให้ปุ๋ยแบบ “ให้ทีละน้อย แต่ให้บ่อยๆ” ก็ได้ ขณะที่ “การจัดการศัตรูพืช” แนะนำให้ใช้ ระบบ 1-4-7 โดยเริ่มไปตั้งแต่ช่วงที่พืชมีการผลิ “ใบอ่อน” หรือ “ดอกอ่อน” หรือ “ผลอ่อน” ออกมาได้ขนาดประมาณ 2-3 มม. จังหวะนี้เองที่ ศัตรูพืชอาทิ “เพลี้ยไฟ” จะเริ่มเข้าทำลายรวมทั้ง “หนอนชอนใบ” ก็จะเข้ามาวางไข่ด้วย ให้นับเป็นวันที่ 1 ในการฉีดพ่นยาเพื่อป้องกันกำจัด เช่น อะบาเมกติน แล้วก็เว้นวันที่ 2 วันที่ 3 ไปวันที่ 4 ฉีดซ้ำอีกโดยใช้ยาตัวเดิม จากนั้นก็เว้นวันที่ 5 วันที่ 6 ไปวันที่ 7 ฉีดอีกโดยใช้ เมทามิโดฟอส, อะฟีโนฟอส, คลอไพรีฟอสตัวใดตัวหนึ่ง หรือใช้เมทาฯบวกกับไซเปอร์เมทริน เป็นการป้องกันหนอนชอนใบ เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล ซึ่งโรคแคงเกอร์จะเข้าทางบดแผลเท่านั้น ก็จะตัดวงจรของแมลงศัตรูพืชได้พอดี แต่หลังจากนี้ไปแล้วหากพบการระบาดอีกก็ฉีดพ่นยาเพื่อการกำจัดเป็นกรณีๆ ไป หรืออีกวิธีหนึ่งอย่างกรณีของมะกรูดตัดใบที่สามารถทำเป็น “เกษตรอินทรีย์” ได้ อาจนำสารชีวภัณฑ์จำพวก เชื้อบิวเวอเรีย และเชื้อบีที เข้ามาช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช เช่น หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ ไรแดง และสาเหตุของโรคก็พบว่าได้ผลดีเช่นกัน ข้อดีของมะนาวระยะชิดกับการบังคับนอกฤดู รศ.ดร. รวี กล่าวว่า หลังจากมีการดูแลต้นมะนาวดังที่กล่าวมาแล้ว อายุต้น 6 เดือน และมีขนาดทรงพุ่มตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ก็สามารถที่จะเริ่มขั้นตอนการบังคับนอกฤดูเพื่อให้มีผลผลิตได้แล้ว ก็คือประมาณเดือนกรกฎา-สิงหาเริ่มทำการตัดปลายยอด จากนั้นเพื่อกระตุ้นให้สร้าง “ใบอ่อน” ขึ้นมาจะให้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูงหรือ “สูตรโยกหน้า” เรื่อยไปจนถึงคลี่ใบสุด (ประมาณ 20 กว่าวัน -30 วัน) โดยในระหว่างนี้เพื่อป้องกันการแตกใบอ่อนชุดที่ 2 ขึ้นมาซ้ำซ้อน เพราะมะนาวที่จะบังคับให้ออกดอก-ติดผลได้ต้องมีอายุใบหรือยอดเกิน 90 วันเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าจะต้องพยายามรักษาใบอ่อนชุดแรกให้มีอายุถึง 90 วันให้ได้ ดังนั้นจึงมีการนำสาร “พาโคลบิวทราโซล” เข้ามาช่วยลดการเจริญเติบโตทางด้านกิ่ง, ใบ และยังเปิดโอกาสให้มีการออก “ดอก” เพิ่มมากขึ้น อัตราที่ใช้ 400 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นให้ชุ่มทั่วทั้งต้นหลังจากตัดยอดได้ 15 วัน นับเป็นการใช้สารครั้งที่ 1 แล้วใบอ่อนชุดแรกมีอายุเลย 30 วันไปแล้วจึงเปลี่ยนสูตรปุ๋ยที่ให้เป็นตัวท้าย (K) สูง หรือ “สูตรโยกหลัง” ซึ่งสัดส่วนที่ให้ก็คือ 1 :1 : 3 หรือ 2 :1 : 3 หรือ 3 : 1 : 4 เช่น สูตร 15-5-20 เพื่อช่วยบำรุงให้ออกดอก ในระหว่างนี้พอครบ 60 วันหลังจากที่ตัดยอดก็จะทำการพ่นสารซ้ำอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 อาจร่วมกับการงดน้ำด้วย ในกรณีโครงสร้างดินมีลักษณะเป็นทรายจะทำให้การบังคับด้วยการอดน้ำได้ผลดียิ่งขึ้น และจากการที่ปลูกระยะชิดซึ่งมีการควบคุมทรงพุ่มทำให้พุ่มต้นไม่ใหญ่มากตอบสนองต่อการชักนำให้ออกดอกได้ดีกว่าพุ่มต้นที่มีขนาดใหญ่ จากนั้นพอเลย 90 วันไปแล้ว (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด) มะนาวจะเริ่มติดดอก-ออกผลต่อไป ต้องมีการดูแลให้น้ำ-ให้ปุ๋ยอย่างเพียงพอและคอยควบคุมศัตรูพืชอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังดอกโรยหรืออายุผลมะนาวในช่วง 2 เดือนแรก จะมีความอ่อนแอต่อ “เพลี้ยไฟ” และ “แคงเกอร์” แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา นอกจากนี้ช่วงมะนาวขยายลูกต้องดูแลเรื่องการให้น้ำอย่างเพียงพอ และสูตรปุ๋ยที่ให้ในช่วงนี้ก็จะเปลี่ยนเป็นสูตร “โยกหน้า” ไปจนกระทั่งถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งหากเริ่มทำการบังคับตามรอบที่กล่าวมาจะทำให้มีมะนาวออกมาทันขายในช่วงกุมภา-มีนา-เมษา ได้พอด มะกรูดระยะชิดสามารถตัดใบขายทุก 45 วัน/ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ย 1.5-2.5 ตัน/ไร่ รศ.ดร.รวี บอกว่า ไม่เพียงการตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจที่มะนาวระยะชิดสามารถสร้างรายได้ไม่แพ้สวนมะนาวทั่วไปที่มีขนาดของทรงพุ่มใหญ่กว่า ซึ่งชาวสวนส่วนใหญ่เชื่อว่าต้นใหญ่กว่าให้ผลผลิตได้มากกว่า โดยสู้ด้วยจำนวนของต้นต่อไร่ที่มากกว่า (แบบหมาหมู่) ระหว่าง 105-110 ต้น/ไร่ กับสวนมะนาวทั่วไปที่ปลูกในระยะ 6x6 เมตร หรือประมาณ 30 ต้น/ไร่ และหากราคามะนาวหน้าแล้งที่ได้เฉลี่ยลูก 5-7 บาท ยังไงรายได้ต่อรอบก็หลัก แสน! หรือถ้าทำถึง 200 ต้น/ไร่ ก็อาจมีลุ้น เงินล้าน! ได้ไม่ยากนัก ในขณะที่มะกรูดระยะชิดที่เริ่มให้ผลผลิต (การตัดใบขาย) ได้ตั้งแต่ 6 เดือนเป็นต้นไปเช่นกัน โดยมีรอบการเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 45 วัน/ครั้ง ใบมะกรูดที่ได้จะมีคุณภาพคือสีเริ่มเขียว-เข้มกำลังดี ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป ใบใหญ่ (ที่เกิดจากกิ่งกระโดง) สวยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องใบลาย อันเกิดจากการรบกวนของโรค-แมลงมากเหมือนสวนมะกรูดทั่วไป จากลักษณะของการตัดคือ จะตัดยาวโดยนับจากยอดลงมาจนถึงโคนกิ่งที่ยังดูเป็นตอเขียว (จะไม่ตัดให้ถึงโคนกิ่งที่เป็นตอสีน้ำตาล) ซึ่งจะทำให้ยอดใหม่แตกขึ้นมาได้เร็วชนกับรอบตัด 45 วันได้พอดี ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้นต่อรอบประมาณ 3-5 ขีด หรือไม่ต่ำกว่า 1.5 ตัน/ไร่ จนไปถึง 2.5 ตัน/ไร่ก็มี ส่วนในเรื่อง “ราคา” ใบมะกรูดที่มีการซื้อขายอยู่ ณ ปัจจุบันเฉลี่ยตั้งแต่ 10 บาท/กก., 20-25 บาท/กก. จนไปถึง 50-60 บาท/กก. ก็มี อย่างเช่น ช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา (ปี 2556) ปรากฏว่ามีผู้ส่งออกรับซื้อใบมะกรูดให้ราคาสูงถึงกิโลละ 50-60 บาท! ซึ่งก็มีสวนที่เริ่มปลูกแบบระยะชิดอยู่ที่ จ.นครปฐม รายหนึ่งได้ตัดใบส่งขายให้ไป 100 กว่าโล ทราบว่าได้ราคาอยู่ที่ 50-55 บาท/กก. ก็นับเป็นรายได้ที่น่าสนใจทีเดียว หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การจำหน่ายกิ่งพันธุ์ จะเป็นกิ่งตอน (ง่ายกว่า) หรือกิ่งปักชำก็ได้ ทราบว่าราคาตั้งแต่ 25-45 บาท/กิ่งเลยทีเดียว เนื่องจากมีคนเริ่มหันมาสนใจการปลูกมะกรูดตัดใบโดยเฉพาะในระยะชิดกันมากขึ้น หากมีเหลือจากการขยายพันธุ์เพื่อปลูกเองแล้ว เพราะการปลูกมะกรูดระยะชิดจะค่อนข้างลงทุนสูงในช่วงแรก ตกประมาณแสนกว่าบาทต่อไร่ แต่ก็สามารถคืนทุนได้ภายใน 1 ปี การขายกิ่งพันธุ์ก็ถือเป็นรายได้ที่น่าสนใจในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. รวี ยังได้กล่าวถึงสาเหตุของการทำมะนาวนอกฤดูแล้วไม่ประสบผลสำเร็จด้วยว่า เป็นเพราะส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นมะนาวอย่างดีพอ อาทิ มะนาวจะไม่มีการออกดอกในกิ่งที่มีการติดผลอยู่ ดังนั้นการที่จะให้ต้นมะนาวออกดอกได้ดีตามต้องการจึงจำเป็นต้องกำจัดดอกและผลอ่อนที่ไม่ต้องการในฤดูกาลนั้นออกทิ้งไปเสียก่อน หรือ หลังจากมีการตัดแต่งกิ่งแล้ว ยอดหรือกิ่งมะนาวที่จะสร้างตาดอกได้ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 90 วันขึ้นไป เป็นต้น โดยนอกจากนี้แล้วการจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นต้องผสานร่วมกัน เช่น การจัดการน้ำ (การงดน้ำ), การใช้สารกลุ่มชะลอการเจริญเติบโตพืช (สารพาโคลบิวทราโซล), การปฏิบัติการจัดการทรงพุ่ม (พุ่มต้นที่เล็กกว่าสามารถชักนำการออกดอกเพื่อการผลิตนอกฤดูได้ดีกว่า), โครงสร้างดินที่มีลักษณะเป็นดินทรายมีการระบายน้ำที่ดีจะมีผลทำให้การชักนำการออกดอกได้ดีกว่า และการจัดการเรื่องปุ๋ยที่มีสัดส่วนของ N-P-K เหมาะสมกับการเจริญเติบโตพืชในแต่ละช่วง โอกาสของความสัมฤทธิ์ผลในการบังคับนอกฤดูย่อมสูงตามไปด้วย สำหรับมะกรูดตัดใบที่ปลูกในระยะชิดอยากแนะนำให้มีการรวมกลุ่มกันผลิตจะดีกว่า เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองเรื่อง “ราคา” ได้ รวมทั้งยังสามารถวางแผนการผลิตเพื่อให้มีส่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ซื้อเองก็จะได้ผลผลิตที่มี “คุณภาพ” เป็นไปตามสเป็กที่ต้องการรวมทั้งความแน่นอนเรื่อง “ปริมาณ” จากการที่สามารถกำหนดได้ตั้งแต่ที่แปลงผลิตแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาไม้ผลเขตร้อน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โทร. 034-281084-5 ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.nakaintermedia.com/